อัยการสูงสุดเห็นตามอธิบดีดีเอสไอ ชี้ขาดให้สั่งฟ้อง 2 บอสดิไอคอน 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี-พีชญา วัฒนามนตรี' ในหลายข้อหาคดีฉ้อโกงประชาชน ชี้บทบาทเกินพรีเซนเตอร์ เข้าข่ายร่วมชักจูงลงทุนเตรียมนัดส่งตัวฟ้องศาลอาญาตามขั้นตอนกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีความเห็นชี้ขาดตามความเห็นของพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นควรสั่งฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม และ นางสาวพีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรง ดำเนินกิจการในลักษณะชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจ และร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด
หลังจากก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี แต่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำความเห็นแย้ง เห็นควรฟ้อง ซึ่งตามขั้นตอน เมื่ออธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ความเห็นแย้งดังกล่าวจะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1
ขั้นตอนจากนี้ อัยการคดีพิเศษจะนัดหมายให้ผู้ต้องหาทั้งสองมาพบพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องตามคำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุด หากผู้ต้องหายังไม่มาตามนัด สำนักงานอัยการคดีพิเศษจะมีหนังสือให้กรมสอบสวนคดีพิเศษนำตัวผู้ต้องหามาส่งพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีนี้เดิมอัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้องบอสมินและบอสแซม โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานรวมถึงสัญญาจ้างระบุว่าทั้งสองเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ และการขึ้นเวทีพูดในลักษณะขายสินค้าไม่ได้เป็นการชักชวนคนมาสมัคร แตกต่างจากบอสกันต์ ซึ่งมีพฤติการณ์ชวนคนมาสมัคร อีกทั้งในสัญญาจ้างแม้ระบุสถานะเป็นผู้บริหาร แต่เป็นเรื่องการขายผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การชวนคนมาสมัคร
ขณะที่อธิบดีดีเอสไอได้แย้งทุกข้อหา โดยเห็นว่าพยานหลักฐานที่คณะทำงานพิจารณามีความเห็นสมควรสั่งฟ้องถูกต้องแล้ว ที่อัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เชื่อว่าเป็นการกระทำผิด และผู้ต้องหาทั้งสองมีสัญญาจ้างได้รับค่าตอบแทนตามสัญญา แต่อธิบดีดีเอสไอไม่เห็นด้วย จึงทำความเห็นแย้งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด
ส่วนเหตุผลที่อธิบดีดีเอสไอเห็นแย้ง เนื่องจากมองว่าจากการสืบสวนสอบสวนพบหลักฐานว่าผู้ต้องหาทั้งสองแม้จะเป็นพรีเซนเตอร์และได้รับค่าตอบแทนสูง แต่กลับมีบทบาทมากกว่าปกติ มีการขึ้นเวทีบรรยาย อวดอ้าง โน้มน้าวชักจูงจนมีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก จึงน่าจะรู้เห็นแผนธุรกิจมากกว่าเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ และน่าจะรู้ตั้งแต่แรกว่าดิไอคอนมีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ ประชาชนที่ถูกหลอกลงทุนเชื่อมั่นในสถานะของทั้งสองในฐานะผู้บริหารบริษัท จึงเข้ามาลงทุนซื้อสินค้า บทบาทจึงไม่ต่างจากบอสกันต์
นอกจากนี้ คดีดิไอคอนยังมีสำนวนที่ 2 ซึ่งเป็นคดีนอกราชอาณาจักร อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยผู้ต้องหาเป็นกลุ่มเดียวกับสำนวนแรก หากไม่ทำความเห็นแย้ง จะไม่สามารถแจ้งข้อหาบอสมินและบอสแซมในสำนวนที่ 2 ได้ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และความเห็นสั่งฟ้องเดิมก็เป็นความเห็นของอธิบดีดีเอสไอ ดังนั้นเมื่อมีความเห็นสมควรฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุให้กลับคำสั่งเดิม




