News Logo
หน้าแรก
‘ยึดอำนาจ’ อาชญากรรมร้ายแรง ถอดบทเรียนเกาหลีใต้ เอาผิดอดีตผู้นำ ฐานกบฏ

‘ยึดอำนาจ’ อาชญากรรมร้ายแรง ถอดบทเรียนเกาหลีใต้ เอาผิดอดีตผู้นำ ฐานกบฏ

20 ก.พ. 2569 15:57
ผู้ชม 100 คน

คำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตต่อ “ยุน ซอกยอล” อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สะท้อนทั้งแรงกดดันทางการเมืองในห้วงวิกฤต และความเข้มแข็งของโครงสร้างกฎหมายรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ซึ่งออกแบบกลไกตรวจสอบอำนาจผู้นำไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการประกาศภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงกระบวนการถอดถอน และการดำเนินคดีอาญาหลังพ้นตำแหน่ง

“ยุน ซอกยอล” อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ล่าสุดเมื่อวานนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2026) ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดฐานเป็นผู้นำการกบฏ โดยเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวมีลักษณะบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ และสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ถือเป็นคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถูกลงโทษในความผิดลักษณะนี้

กรณีคดีของ “ยุน ซอกยอล” เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2024 เมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงภายในประเทศ การดำเนินการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เข้าเงื่อนไข “ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” ตามที่กฎหมายกำหนด และมีลักษณะจำกัดบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีการส่งกำลังทหารและตำรวจไปยังอาคารรัฐสภา ส่งผลให้เกิดกระบวนการตรวจสอบตามกลไกรัฐธรรมนูญ และการถอดถอนออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา

ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง “ยุน ซอกยอล” ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา “การเป็นผู้นำการกบฏ” ศาลวินิจฉัยว่าการประกาศกฎอัยการศึกครั้งดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ มีลักษณะเป็นความพยายามบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ แม้มาตรการจะถูกยกเลิกภายในไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม และมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตตามกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 77 ให้อำนาจประธานาธิบดีประกาศกฎอัยการศึกได้เฉพาะในกรณี “สงคราม การปะทะอาวุธ หรือภาวะฉุกเฉินระดับชาติในลักษณะใกล้เคียงกัน” และต้องเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจรับมือได้ด้วยกลไกกฎหมายตามปกติ บทบัญญัตินี้จึงมิได้ให้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ หากผูกพันด้วยเงื่อนไขสองชั้น ได้แก่ เงื่อนไขเชิงเนื้อหาที่ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุฉุกเฉินจริง และเงื่อนไขเชิงขั้นตอนที่ต้องดำเนินการครบถ้วนตามกฎหมาย หากขาดองค์ประกอบใด ย่อมเสี่ยงต่อการถูกวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ

ในเชิงกระบวนการ ประธานาธิบดีต้องแจ้งการประกาศกฎอัยการศึกต่อรัฐสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (National Assembly of South Korea) โดยไม่ชักช้า และหากรัฐสภามีมติด้วยเสียงข้างมากให้ยกเลิก ประธานาธิบดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีดุลพินิจเพิ่มเติม กลไกนี้สะท้อนหลักถ่วงดุลอำนาจ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้อำนาจพิเศษโดยฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อเกิดข้อโต้แย้งว่า การประกาศกฎอัยการศึกไม่เข้าเงื่อนไข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งได้ยื่นญัตติถอดถอนตามมาตรา 65 ซึ่งเปิดช่องให้ถอดถอนประธานาธิบดีได้หากมีการละเมิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอย่างร้ายแรง การถอดถอนต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกทั้งหมด และเมื่อมติผ่าน ผู้ดำรงตำแหน่งจะถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ทันที

คดีดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Constitutional Court of Korea) ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยเป็นที่สุดว่าการกระทำเข้าข่าย “ละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง” หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ประกอบด้วยตุลาการ 9 คน และการมีมติให้ถอดถอนต้องได้รับเสียงอย่างน้อย 6 เสียง

คำวินิจฉัยของศาลระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงภาวะฉุกเฉินระดับชาติในความหมายของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งขั้นตอนภายในฝ่ายบริหารไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เช่น การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และการจำกัดการทำงานของรัฐสภาถูกมองว่า เป็นการกระทบหลักแบ่งแยกอำนาจ ศาลจึงมีมติให้การถอดถอนมีผลสมบูรณ์ ส่งผลให้ “ยุน ซอกยอล”  พ้นจากตำแหน่งโดยทันที

อย่างไรก็ตาม การพ้นจากตำแหน่งไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการทางกฎหมาย มาตรา 84 ยังให้เอกสิทธิ์คุ้มกันประธานาธิบดีจากการถูกดำเนินคดีอาญาระหว่างดำรงตำแหน่ง ยกเว้นความผิดฐานกบฏหรือกบฏต่อรัฐ แต่เมื่อพ้นตำแหน่ง เอกสิทธิ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง อัยการจึงสามารถตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาได้

ในชั้นศาลอาญา อัยการตั้งข้อหากบฏ โดยอ้างว่าการใช้กำลังทหารและมาตรการฉุกเฉินเพื่อจำกัดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ มีลักษณะมุ่งล้มล้างระเบียบรัฐธรรมนูญหรือทำให้สถาบันรัฐไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ศาลเห็นว่า การส่งกำลังทหารเข้าไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อพยายามทำให้สภาไม่สามารถทำงานได้ เข้าข่ายการก่อกบฏและบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญ แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกยกเลิกภายในเวลาประมาณหกชั่วโมงก็ตาม

ต่อมาศาลกลางกรุงโซล (Seoul Central District Court) จึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดประเภทนี้

โครงสร้างกฎหมายที่ปรากฏในคดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญสามประการของระบบการเมืองเกาหลีใต้ ได้แก่ หลักนิติรัฐที่กำหนดให้การใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หลักแบ่งแยกอำนาจที่เปิดช่องให้ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และหลักความรับผิดทางอาญาของผู้นำหลังพ้นตำแหน่ง กลไกเหล่านี้ทำงานต่อเนื่องเป็นลำดับ ตั้งแต่การยับยั้งโดยรัฐสภา การวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม

ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในช่วงทศวรรษ 1960-1980 ทำให้เกาหลีใต้ปรับแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ในปี 1987 เพื่อสร้างระบบถ่วงดุลที่เข้มแข็งขึ้น บทบัญญัติเกี่ยวกับกฎอัยการศึกจึงถูกกำหนดอย่างจำกัด และผูกพันด้วยกลไกตรวจสอบหลายชั้น

กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงคดีบุคคล แต่เป็นตัวอย่างการทำงานของระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งระบบ ตั้งแต่บทบัญญัติเกี่ยวกับภาวะฉุกเฉิน การถอดถอน การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงความรับผิดทางอาญาหลังพ้นตำแหน่ง 

เมื่อกฎหมายกำหนดกรอบการใช้อำนาจพิเศษไว้อย่างชัดเจนและมีกลไกบังคับใช้ที่เป็นอิสระเพียงพอ ระบบสามารถจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารได้มากเพียงใด และความเข้มแข็งนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบโครงสร้างทางกฎหมายตั้งแต่ต้นทางเพียงใด


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี, ประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีใต้, AP News, Korea Joongang daily

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯยันสงกรานต์มีน้ำมันพอใช้-เตรียมตั้งศบก.พลัส
นายกฯยันสงกรานต์มีน้ำมันพอใช้-เตรียมตั้งศบก.พลัส