News Logo
หน้าแรก
สหรัฐฯ ชนยุโรป ปมกฎหมายคุมโซเชียล-คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ เขย่าสัมพันธ์ข้ามทวีป

สหรัฐฯ ชนยุโรป ปมกฎหมายคุมโซเชียล-คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ เขย่าสัมพันธ์ข้ามทวีป

23 ก.พ. 2569 13:11
ผู้ชม 61 คน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปปะทุอีกครั้ง หลังผู้นำฝรั่งเศสเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิกถอนมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ยุโรป ปมกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลและบทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศ สะท้อนแรงเสียดทานอธิปไตย เสรีภาพการแสดงออก และอำนาจรัฐเหนือบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ

ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการจำกัดวีซ่าและคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรป โดยให้เหตุผลว่ากรอบกฎหมายดิจิทัลของสหภาพยุโรปกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน และเกี่ยวข้องกับท่าทีของยุโรปต่อกระบวนการของศาลระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลระหว่างสองฝั่งเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2020-2022 ระหว่างกระบวนการร่างและผลักดันกฎหมาย Digital Services Act (DSA) และ Digital Markets Act (DMA) และยิ่งทวีความตึงเครียดหลัง DMA มีผลบังคับใช้ในปี 2023 และ DSA มีผลเต็มรูปแบบในปี 2024 ซึ่งทำให้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลายรายต้องปรับโครงสร้างการดำเนินงานในยุโรป การดำเนินการคว่ำบาตรล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นการยกระดับข้อพิพาทที่สั่งสมมาหลายปี จากระดับนโยบายและการทูต สู่มาตรการลงโทษรายบุคคลอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ส่งจดหมายถึงทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 เรียกร้องให้เพิกถอนมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าการคว่ำบาตรนั้นไม่ยุติธรรม และกระทบสิทธิอธิปไตยของยุโรปในการออกกฎหมายกำกับดูแลกิจกรรมภายในเขตแดนของตน พร้อมย้ำว่ากฎหมายดิจิทัลของยุโรปมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพในการพูด

จุดปะทะสำคัญอยู่ที่กฎหมายอย่าง Digital Services Act (DSA) และ Digital Markets Act (DMA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก ต้องจัดการเนื้อหาผิดกฎหมาย ลดความเสี่ยงด้านข้อมูลบิดเบือน และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในตลาดดิจิทัล คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถกำหนดค่าปรับได้สูงสุด 6-10% ของรายได้ทั่วโลกในกรณีฝ่าฝืน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ มองว่ากรอบนี้อาจมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกันและขยายผลกระทบเกินขอบเขตดินแดน

กฎหมาย DSA และ DMA เป็นสองเสาหลักของยุทธศาสตร์กำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลของสหภาพยุโรป โดย DSA มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและโปร่งใส กำหนดให้แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ต้องมีระบบจัดการเนื้อหาผิดกฎหมาย เปิดเผยหลักการทำงานของอัลกอริธึม เพิ่มความโปร่งใสของโฆษณาออนไลน์ และคุ้มครองผู้ใช้จากการละเมิดสิทธิหรือการใช้ข้อมูลอ่อนไหว ขณะที่ DMA มุ่งควบคุมอำนาจตลาดของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ถูกจัดเป็น “Gatekeepers” เพื่อป้องกันการผูกขาดและการเอาเปรียบคู่แข่ง เช่น การจัดลำดับบริการของตนเองเหนือคู่แข่ง หรือการจำกัดช่องทางการติดตั้งแอปพลิเคชัน โดยฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นสัดส่วนสูงของรายได้ทั่วโลก

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญในบริบทความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เข้าข่ายถูกกำกับส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ทำให้ฝ่ายอเมริกันบางส่วนมองว่ากฎของยุโรปมีลักษณะขยายอำนาจกำกับเกินพรมแดน และอาจกระทบผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ฝ่ายยุโรปยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน คุ้มครองผู้บริโภค และรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลของภูมิภาค ไม่ได้มุ่งเลือกปฏิบัติต่อประเทศใดเป็นการเฉพาะ

บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ ได้แก่ เธียร์รี่ เบรตัน อดีตกรรมาธิการยุโรปด้านตลาดภายใน ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน DSA และ DMA ซึ่งถูกจำกัดการเข้าประเทศ โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าการกำกับดูแลของยุโรปเท่ากับการบีบให้แพลตฟอร์มอเมริกันจำกัดมุมมองบางประเภท

อีกกรณีคือ นีโกลา กีโย ผู้พิพากษาแห่ง International Criminal Court ซึ่งถูกคว่ำบาตรจากบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการออกหมายจับผู้นำอิสราเอลในคดีความขัดแย้งตะวันออกกลาง สหรัฐฯ แสดงจุดยืนคัดค้านอำนาจศาลในประเด็นดังกล่าว ขณะที่ฝรั่งเศสและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางส่วนย้ำหลักการคุ้มครองความเป็นอิสระของตุลาการระหว่างประเทศ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายยุโรปบางรายมีส่วนใน “การกดดันแพลตฟอร์มอเมริกันให้ลงโทษมุมมองที่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย” ซึ่งเป็นเหตุผลของมาตรการจำกัดดังกล่าว ขณะที่ฝั่งยุโรปโต้ว่า DSA และ DMA บังคับใช้เฉพาะกิจกรรมภายในตลาดยุโรป ไม่ได้มีผลโดยตรงในสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์มองว่าข้อพิพาทครั้งนี้สะท้อนแรงเสียดทานระหว่างอธิปไตยทางกฎหมายของรัฐ กับธรรมชาติไร้พรมแดนของแพลตฟอร์มดิจิทัล การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศพันธมิตรถือเป็นสัญญาณว่าความเห็นต่างด้านเทคโนโลยีกำลังลุกลามสู่มิติการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางกฎหมาย

ประเด็นดังกล่าวยังถูกจับตาในบริบทเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะการประชุมกลุ่ม G7 ที่ฝรั่งเศสมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหารือเรื่องสมดุลระหว่างเสรีภาพการแสดงออกออนไลน์กับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มในการปกป้องผู้ใช้งาน รวมถึงการคุ้มครองเด็กและการจัดการเนื้อหาเกลียดชัง

ท้ายที่สุด ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อพิพาทด้านเทคโนโลยี แต่สะท้อนคำถามเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับอำนาจรัฐในการกำกับบริษัทข้ามชาติ บทบาทของศาลระหว่างประเทศ และเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพกับการกำกับดูแล เมื่อมาตรการตอบโต้ข้ามทวีปเริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกจึงเข้าสู่ช่วงทดสอบสำคัญอีกครั้ง โดยมีทั้งกฎหมายดิจิทัลและหลักการระหว่างประเทศเป็นเดิมพันร่วมกัน

อ้างอิง: Politico, European Commission, European Commission, International Criminal Court

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง
'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง