News Logo
หน้าแรก
ศาลแพ่งสั่งคืน 74ล.'ทนายษิทรา'คดีโกงนักธุรกิจ ชี้อัยการสืบพยานปากเดียว

ศาลแพ่งสั่งคืน 74ล.'ทนายษิทรา'คดีโกงนักธุรกิจ ชี้อัยการสืบพยานปากเดียว

24 ก.พ. 2569 16:14
ผู้ชม 18 คน

ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ 74 ล้านบาทให้ "ทนายษิทรา-ภรรยา" คดีฉ้อโกงนักธุรกิจ ชี้ อัยการคดีพิเศษ-ปปง. นำสืบพยานแค่ปากเดียว ไม่ใช่ประจักษ์พยาน ทำให้น้ำหนักน้อย

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ฟ26/2568 และ ฟ145/2568 โดยสั่งให้คืนทรัพย์สินจำนวน 26 รายการ รวมมูลค่าประเมินทั้งสิ้น 74,198,527 บาท พร้อมดอกผล ให้แก่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด (ผู้ร้อง) ได้ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของนายษิทราและภรรยา ซึ่งถูกคณะกรรมการ ปปง. สั่งยึดและอายัดไว้ชั่วคราว ตกเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกอายัดในคดีฉ้อโกงนางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือ "เจ๊อ้อย" โดยผู้ร้องเชื่อว่านายษิทรากับพวกมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3(18) และความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5

คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการที่นางสาวจตุพร อุบลเลิศ ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.ปากช่อง เพื่อดำเนินคดีกับนายษิทราในข้อหาฉ้อโกง ตามคำเบิกความของพยานฝ่ายผู้ร้อง ระบุว่า ขณะที่นางสาวจตุพรอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ทนายตั้มได้ชักชวนให้ลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย นางสาวจตุพรจึงตกลงโอนเงินจำนวน 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 71 ล้านบาทเศษ จากบัญชีธนาคารของตนเองในฝรั่งเศส ไปยังบัญชีของทนายตั้ม

ศาลแพ่งพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมานั้นมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามที่กล่าวอ้าง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. พยานปากเดียวและไม่เป็นประจักษ์พยาน: ผู้ร้องนำพันตำรวจตรีธรินทร์ กังวลบุตร นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว แต่พยานปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยาน พยานบอกเล่า หรือพยานแวดล้อมที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานด้วยตนเอง พันตำรวจตรีธรินทร์เป็นเพียงผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นสอบสวนเท่านั้น ทำให้ข้อเท็จจริงที่เบิกความมาเป็นเพียงการสรุปความจากเอกสาร มิใช่จากการสืบสวนและสอบสวนด้วยตนเอง จึงมีน้ำหนักน้อย

  2. ขาดพยานสำคัญ: ผู้ร้องไม่ได้นำนางสาวจตุพร ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นประจักษ์พยาน มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล และไม่ได้นำพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความรับรองคำให้การในชั้นสอบสวน เพื่อให้พยานเอกสารมีน้ำหนักมากขึ้น

  3. การโต้แย้งของทนายตั้มและภรรยา: ทนายตั้มและภรรยาได้นำสืบและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้งคัดค้านว่า ไม่เคยชักชวนหรือหลอกลวงนางสาวจตุพรให้ลงทุน แต่เงินจำนวน 71 ล้านบาทเศษนั้น นางสาวจตุพรส่งมอบให้ด้วยความเสน่หาและสมัครใจเพื่อช่วยเหลือทนายตั้มและครอบครัวเป็นการส่วนตัว พร้อมอ้างข้อความการสนทนาทางไลน์มาเป็นพยานสนับสนุน ซึ่งผู้ร้องไม่ได้นำสืบหักล้างหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น

  4. กระบวนการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์: แม้ผู้ร้องจะอ้างว่ามีการดำเนินคดีอาญากับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงและฟอกเงินจนมีการออกหมายจับและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องแล้วก็ตาม แต่ศาลไม่สามารถรับฟังเป็นที่ยุติได้ทันทีว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมูลฐานแล้ว เนื่องจากผู้คัดค้านให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และกระบวนการสอบสวนดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าได้เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านได้โต้แย้งหรือไต่สวนพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณาในชั้นศาลที่ทุกฝ่ายมีโอกาสนำพยานหลักฐานมาแสดงหักล้าง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน และต้องถือว่าทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าของ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง
'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง