กสม. ชี้ อบต.-สนง.ที่ดิน ออกหนังสือสำคัญที่หลวงทับซ้อนชุมชนดั้งเดิมบางปลากด ละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทบกว่า 500 ครัวเรือน แนะเพิกถอนและจัดที่ดินใหม่ให้ประชาชน
สำนักข่าว Next News คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. ได้แถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีหน่วยงานของรัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ซ้อนทับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 500 ครัวเรือน
โดยนายวสันต์กล่าวว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลากด (อบต. บางปลากด) และสำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ได้ออก น.ส.ล. 7 แปลง ระหว่างปี 2545-2546 ทับที่ดินที่ประชาชนมี ส.ค. 1 และอยู่อาศัยทำกินมาอย่างยาวนาน ทำให้หลายครัวเรือนเดือดร้อนและบางส่วนเป็นที่ดินตาบอด ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชน กสม. พบว่าหมู่บ้านบางปลากดเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีอายุประมาณ 150-200 ปี โดยประชาชนได้อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเปิดเผย สงบ และต่อเนื่องมาตลอด สะท้อนรูปแบบการใช้ที่ดินเชิงวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ พื้นที่พิพาทยังเป็นที่ตั้งของวัด โรงเรียน และศาลเจ้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐรับรู้และยอมรับการดำรงอยู่ของชุมชนมาโดยตลอด
กสม. ชี้ว่าพื้นที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) เนื่องจากมีประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่รับรู้ทั่วไป ซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสามย่อมทราบดีอยู่แล้ว การออก น.ส.ล. ดังกล่าว แม้จะดำเนินการตามขั้นตอนในเชิงรูปแบบ แต่หน่วยงานรัฐกลับอาศัยเพียงภาพถ่ายทางอากาศปี 2540 และ 2557 โดยมิได้ตรวจสอบประวัติความเป็นมา สถานะของชุมชน หรือรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงมิได้แยกพื้นที่ชุมชนออกจากพื้นที่สาธารณประโยชน์
การกระทำดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิชุมชนที่รัฐต้องเคารพ คุ้มครอง และทำาให้เกิดผลจริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่รับรองสิทธิในการอยู่อาศัยอย่างเพียงพอ สิทธิในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงหลักความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสาม โดยมีใจความสำคัญดังนี้:
จัดที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน: ให้ อบต. บางปลากด, สำานักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ร่วมกับจังหวัดนครนายกในฐานะคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดนครนายก (คทช. จังหวัดนครนายก) นำที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยแก่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ โดยต้องรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยและความมั่นคงในการครอบครองของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และทางสัญจร
เพิกถอนสภาพที่ดิน น.ส.ล.: ให้ร่วมกันพิจารณาดำเนินการถอนสภาพที่ดิน น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลงตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงหลักการมีส่วนร่วม หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน และเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ: สำานักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ และกรมที่ดิน ต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุกและให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ถือครองเอกสาร ส.ค.1 อย่างทั่วถึง เกี่ยวกับสิทธิและขั้นตอนการยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน จัดให้มีกลไกการให้คำปรึกษา การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนด้านเอกสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างแท้จริง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง




