DSI ส่งสำนวนคดีสั่งฟ้องผู้ต้องหาครอบครองวัตถุอันตรายสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด 800 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล. หลังถูกตรวจยึดที่แม่สอด จ.ตาก พบสารเคมีสามารถนำไปผลิตยาบ้าได้ถึง 1,000 ล้านเม็ด เผยคดีนี้มีผู้ต้องหาเป็นนิติบุคคล 2 ราย และผู้จัดการ 1 ราย
สำนักข่าว Next News รายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกกรณีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ส่งสำนวนคดีพร้อมผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคล 2 ราย และผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล 1 ราย ให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายที่เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด น้ำหนักกว่า 800 ตัน มูลค่าประมาณ 73 ล้านบาท
การส่งสำนวนคดีครั้งนี้เกิดขึ้นโดยพันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้มอบหมายให้นายวรรณชัย พรหมรักษ์ รองผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 1/2568 นำสำนวนและผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการตรวจยึดวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางอุตสาหกรรม ณ โกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส., กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม วัตถุอันตรายจำนวนกว่า 800 ตันนี้ถูกเตรียมส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นสารที่สามารถนำไปเป็นองค์ประกอบหรือสารตั้งต้น/สารเร่งปฏิกิริยาในการผลิตยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ได้ถึงประมาณ 1,000 ล้านเม็ด
พยานหลักฐานยืนยันว่าการครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ อาทิ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย, กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข และกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ทาง DSI จึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด และขอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน
นอกจากนี้ DSI ยังเตรียมขยายผลเกี่ยวกับกระบวนการนำเข้าเพื่อส่งผ่านสารเคมีที่อาจเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดเพื่อส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อวางมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมอบหมายให้กองคดียาเสพติดขยายผลเกี่ยวกับมาตรการสมคบยาเสพติดต่อไป
การสืบสวนสอบสวนในคดีนี้เป็นไปตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล และตามการกำชับของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนคดีประเภทนี้ทุกมิติ เพื่อตัดวงจรการผลิตและป้องกันไม่ให้นำกลับเข้ามาจำหน่ายให้แก่ประชาชนภายในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ผู้กระทำผิดใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนย้ายสารเคมีที่อาจใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด และจะตรวจสอบขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกราย














