ปอท.-กสทช. บุกแม่สอด ทลายจุดส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตเถื่อนข้ามแดน ยึดอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง-สายไฟเบอร์ฝังดินลึก 2 เมตร เชื่อมโยงฝั่งเมียนมา
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความสำเร็จในการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารแพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการเข้าตรวจค้นและทลายจุดต้องสงสัยว่ามีการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา
ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ติดกับชายแดนไทย-เมียนมา และมีลักษณะเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชน
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากตำรวจ บก.ปอท. ได้รับการประสานความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นฯ เพื่อตรวจสอบผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย โดยพบการขอติดตั้งวงจรอินเทอร์เน็ตจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะการขอใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP มากกว่า 6 วงจร และทั้งหมดขอติดตั้งภายในบ้านพักหลังดังกล่าว
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบ้านพักดังกล่าวมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณที่สูงมากอย่างผิดปกติ อีกทั้งค่าบริการอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP จำนวน 6 วงจร มีค่าใช้จ่ายสูงถึงเดือนละกว่า 400,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงผิดวิสัยสำหรับบ้านพักส่วนบุคคล
ในระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้พบของกลางเป็นอุปกรณ์โครงข่ายระดับองค์กรจำนวนมาก ประกอบด้วย Router และ Switch ประสิทธิภาพสูง ยี่ห้อ Mikrotik, Huawei และ Raisecom พร้อมด้วยชุดแปลงสัญญาณและโครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง (Fiber Optic) รวมถึงชุดคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และอุปกรณ์โครงข่ายสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอื่น ๆ อีกหลายรายการ
ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบการเดินสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Fiber Optic) ที่ถูกบรรจุในท่อ PVC และฝังใต้ดินลึกกว่า 2 เมตร โดยสายสัญญาณดังกล่าวถูกลากเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ของประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีการลักลอบนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายในประเทศไทย ส่งต่อไปใช้งานในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย
ภายหลังการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายการสื่อสารข้ามประเทศ














