สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสแกนเข้มชาวอิสราเอลในไทยกว่า 30,000 คน จากยอดเดินทางเข้ามากว่า 4 แสน ตลอดปี 68 - ก.พ. 69 สั่งเพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงแล้ว 4,221 คน
พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เรียกประชุมกองบัญชาการต่างๆ รวมถึง สตม. เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสั่งเพิ่มระดับความเข้มด้านความมั่นคงแก่หน่วยต่างๆ เนื่องจากเกรงว่า ไทยอาจตกเป็นพื้นที่ย้ายถิ่นมาตั้งหลักแหล่งในประเทศจนกระทบต่อการยึดครองที่ดิน หรือชุมชนต่างๆ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ดำเนินมาตรการสแกน สกัด คนต่างชาติกลุ่มเสี่ยง และเพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวที่ก่อปัญหาในไทย
นอกจากนั้น เมื่อ 13 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้สั่งการหน่วยในสังกัด สตม. ให้ใช้ 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. อัปเดทข้อมูลท้องถิ่น เน้นย่านคนต่างด้าวสัญชาติคู่ขัดแย้ง และชาติตะวันออกกลาง 18 สัญชาติ เพื่อวิเคราะห์ทางการข่าว ร่วมกับตำรวจพื้นที่และหน่วยความมั่นคง
2. เน้นคัดกรองคนต่างชาติกลุ่มคู่ขัดแย้งที่เดินทางเข้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มฟรีวีซ่า โดยตรวจแผนการท่องเที่ยว แผนการพัก แผนเดินทางกลับ หากมีข้อสงสัยจะปฎิเสธการเข้าเมืองทันที โดยตั้งแต่มีสถานการณ์สู้รบในช่วง 13 วันที่ผ่านมา มีการเรียกสัมภาษณ์ 870 ราย และปฎิเสธในรายที่เสี่ยงไปแล้วกว่า 30 ราย
3. กำหนดมาตรการในการช่วยเหลือคนต่างด้าวหรือนักท่องเที่ยวที่ไม่สารถกลับประเทศได้ เนื่องจากการปิดน่านฟ้า ซึ่งได้ยกเว้นค่าปรับ overstay และการให้พำนักต่อได้ครั้งละ 30 วัน โดยต้องมีหนังสือรับรองจากสถานทูตทุกราย
นอกจากนั้น สตม.ได้ดำเนินมาตรการสแกน สกัด คนต่างชาติกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะทุนเทา รวมถึงชาติที่เป็นคู่ขัดแย้งทางสงคราม ตั้งแต่ปี 2568 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน โดยมีการเพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาแล้วก่อคดี หรือก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน ฯลฯในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 เพิกถอนวีซ่า จำนวน 972 ราย ปี 2568 ทั้งปี จำนวน 3,249 ราย
พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าด้วยว่า สำหรับชาวอิสราเอลซึ่งเป็นชาติคู่ขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลางทาง สตม.ตรวจพบว่า มีการเดินทางเข้าไทยทั้งปี 420,202 คน และมีการเดินทางออกไปแล้ว 405,712 คน ยังพำนักอยู่กว่า 30,000 คนทั่วประเทศ แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหน่วยงานด้านท่องเที่ยว ตำรวจพื้นที่ และทางตรวจคนเข้าเมืองได้ใช้มาตรการต่างๆ เข้าตรวจสอบการพำนักในแต่ละพื้นที่อย่างเข้มข้น
พล.ต.ต.เชิงรณ ย้ำว่า หากพบนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสร้างปัญหา หรือเป็นภัยต่อสังคม เข้าข่ายเสี่ยง หรือเป็นภัยต่อบ้านเมืองจะดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และผลักดันออกนอกประเทศทันที โดย สตม.จะดำเนินมาตรการ สแกน สกัด คนต่างชาติ โดยจะประสานข้อมูลข่าว ร่วมกับ หน่วยข่าวกรองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง




