ครป. ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ "บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" บัตรเลือกตั้ง ชี้อาจเป็น "บัตรเสีย" ทั้งหมด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมเปิดเผยว่าได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ส่งประเด็นข้อกฎหมายและหลักฐานเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีบัตรเลือกตั้งมีการทำสัญลักษณ์พิเศษ ทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่ง ครป. เห็นว่าอาจขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 96 และอาจส่งผลให้บัตรทั้งหมดกลายเป็น "บัตรเสีย" รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจถูกประกาศเป็นโมฆะ
นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. เปิดเผยว่า แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้มีมติยื่นประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญได้รับไว้พิจารณา แต่ ครป. มีข้อมูลและข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ต้องการชี้แจงเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นแรก: "สัญลักษณ์พิเศษ" ขัดมาตรา 96?
ครป. ชี้ว่า การทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ถือเป็นการ "จงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกต" ซึ่งขัดแย้งกับมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ระบุว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง" หากศาลวินิจฉัยว่า "ผู้ใด" ตามมาตรานี้หมายรวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงาน กกต. และโรงพิมพ์ที่เป็นผู้ผลิตบัตร หรือทั้งหมดมีเจตนาร่วมกัน การกระทำดังกล่าวจะทำให้บัตรที่มีเครื่องหมายเหล่านี้กลายเป็น "บัตรเสีย" ทั้งหมดโดยผลทางกฎหมาย
นอกจากนี้ หากเครื่องหมายดังกล่าวสามารถสืบย้อนกลับไปยังต้นขั้วได้ ทำให้ทราบว่าบุคคลใดลงคะแนนให้หมายเลขใด ก็จะกระทบต่อหลักการเลือกตั้งแบบลับ ครป. จึงขอให้ศาลวินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นนี้
ประเด็นที่สอง: ความเชื่อมโยงของบัตรสีเขียวและสีชมพู
ครป. ได้พบข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของ "เลขที่บัตร" ระหว่างบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) โดยระบุว่าบัตรทั้งสองประเภทใช้เลขชุดเดียวกัน เพียงแต่บัตรบัญชีรายชื่อนำหน้าด้วยตัวอักษร 'A' และบัตรแบ่งเขตนําหน้าด้วยตัวอักษร 'B' (เช่น A20516201 และ B20516201)
หากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับบัตรโดยเรียงตามเลขที่เล่มและเลขที่บัตรพร้อมกัน จะทำให้ได้เลขที่บัตรชุดเดียวกันทั้งสองแบบ ซึ่ง กกต. เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าบัตรมีการโยงกันแบบ "ใบต่อใบ เลขที่ต่อเลขที่"
สำหรับบัตรสีชมพูแบบบัญชีรายชื่อนั้น สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเลือกเบอร์และพรรคการเมืองใดผ่านคิวอาร์โค้ด แต่บัตรสีเขียวแบบแบ่งเขตแม้จะสแกนคิวอาร์โค้ดได้เป็นรหัสตัวอักษรบวกตัวเลข 5 ตัว (เลขฐาน 36) ไม่ได้ออกมาเป็นเลขที่บัตรโดยตรงเหมือนบัตรสีชมพู ทว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลตัวอย่าง พบว่าลำดับความแตกต่างของเลขที่บัตร (ตัดอักษร B ออก) สอดคล้องกับลำดับความแตกต่างของเลขที่ถอดรหัสจากคิวอาร์โค้ดฐาน 36 เป็นเลขฐาน 10
ตัวอย่างเช่น:
ชุดที่หนึ่ง: B01735041 - B01735014 = 27 เทียบกับ 30456980 - 30456953 = 27
ชุดที่สอง: B14399212 - B14399201 = 11 เทียบกับ 24310070 - 24310059 = 11
จากหลักฐานดังกล่าว ครป. อนุมานได้ว่า บัตรสีเขียวก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการเชื่อมโยงแบบ "ใบต่อใบ เลขที่ต่อเลขที่" เช่นกัน และผู้ออกแบบบัตรน่าจะมีวิธีการเชื่อมโยงข้อมูล เนื่องจากเป็นการผลิตบัตรด้วยเทคนิค Variable Data Printing (VDP) ซึ่งต้องอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่และระบบการเข้ารหัสที่ซับซ้อน
เจตนาปกปิดข้อมูลและผลต่อการเลือกตั้ง
ครป. ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในวันที่มีการเลือกตั้งซ่อม บัตรที่ใช้ในต้นขั้วไม่มีเลขที่บัตรหรือเลขที่เล่มที่ โดยสัญลักษณ์คิวอาร์โค้ดบนบัตรสีเขียวก็ดูเหมือนจะไม่มีเจตนาให้ตรวจสอบได้ ซึ่งแตกต่างจากบัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ กกต. ยังได้ยอมรับว่ามีการผลิตบัตรใหม่ โดยอ้างว่าบัตรเลือกตั้งเก่าที่เหลือทั้งหมดถูกทำลายไปแล้ว ซึ่ง ครป. มองว่าประเด็นนี้อาจขัดข้อกฎหมายและส่อให้เห็นถึงเจตนาที่จะบิดเบือนหรือปกปิดข้อมูล และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วได้
จากข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ ครป. เชื่อว่าทั้งบัตรสีชมพูและบัตรสีเขียวมีความเชื่อมโยงกัน และอาจมีการจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อมาตรา 96 โดยปริยาย
ดังนั้น ครป. จึงเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนำข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมเหล่านี้ส่งมอบต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลให้บัตรที่มีเครื่องหมายเหล่านั้นเป็น "บัตรเสีย" ทั้งหมดตามกฎหมาย และอาจนำไปสู่การที่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาต้องเป็น "โมฆะ" หรือไม่ เพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมต่อกระบวนการประชาธิปไตย




