'พิพัฒน์' ยื่นหนังสือลาออกจาก ผอ.ศบก. แต่นายกฯ ไม่อนุมัติยกเหตุเป็นคนมีประสบการณ์เรื่องน้ำมัน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เขียนหนังสือลาออกจากผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ตนเองไม่อนุมัติ เนื่องจากเป็นคนมีประสบการณ์
นายอนุทิน อธิบายเหตุผลว่า "ท่านทำงานหนักมาก ยืนยันว่าไม่มีผลประโฌยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ท่านออก ท่านทำงานท่านรู้กลไก เราต้องใช้ประสบการณ์ของคนเหล่านี้มาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีประชาชนทั้งนักวิชาการ ทั้งคอมเมนเตเตอร์ หรือแม้แต่พวกผมเองในคณะรัฐมนตรีนั่งทำงานแบบนี้ขนาดนี้ เป็นใครก็คงไม่คิดถึงประโยชน์ตัวเอง
"สมมติท่านพิพัฒนฺ์เพียงคิดว่า ถ้าทำแบบนี้เกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็ทราบ ให้ความมั่นใจเลยว่า ผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น นี่เพราะผมเห็นว่าไม่มีในเรื่องประโยชน์ เรายังใช้ประสบการณ์ของท่านในการให้แนวทางและหลายๆ แนวทางปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล เรื่องสถานการณ์การเติมน้ำมัน การให้บริการตามปั๊มก็ถือว่าเข้ามาเกือบสู่ภาวะปกติแล้ว
"ถ้าใครไปถ่ายปั๊มใดปั๊มหนึ่งแล้วมาลง อันนี้ผมถือว่า ผมดูภาพรวม ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด 76 จังหวัดยกเว้นกรุงเทพมหานคร ซึ่งมันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ต้องรายงานเข้ามาทุกเช้าเพราะผมบอกว่า ถ้าทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์เรื่องน้ำมันได้ การสัญจรช่วงสงกรานต์ก็จะไม่มีปัญหา เป็น KPI ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่ ท่านเป็นรัฐมนตรีคมนาคมครับ กรรมการ ศบก.เป็นชุดเฉพาะกิจ
"และอีกเหตุผลหนี่ง ผมตั้งใจจะให้ท่านเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) เป็นประธานตั้งแต่แรกแล้ว แต่ต้องมีรัฐมนตรีคมนาคมเป็นกรรมการด้วยใช่ไหม ท่านพิพัฒน์ก็เป็นรองฯ 1 ใช่ไหมก็เรียงตาม ท่านเอกนิติก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวผมขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ท่านพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ แต่จริงๆ ผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการ ผมยังมาประชุมทุกบ่าย แล้วเราก็ทำงานเป็นทีมเวิร์ก" นายอนุทิน ระบุ
ด้าน นายพิพัฒน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอธิบายถึงการยื่นหนังสือลาออกจากผู้อำนวยการ ศบก. ว่า ขอขอบพระนายกฯ อนุทิน สำหรับความไว้วางใจและคำยืนยันที่มอบให้ การยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้ในฐานะ ผอ.ศบก. เป็นเจตนาที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน แต่เมื่อท่านนายกฯ ยังเห็นว่าตนเองสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ก็พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ต่ออย่างเต็มกำลัง โดยยึดหลักการที่ชัดเจน การทำงานทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบได้ และต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนายอนุทินได้แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์มาทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ศบก. ซึ่งต้องรับผิดชอบเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น กระทั่งมีการประกาศยุติการตรึงราคาน้ำมัน ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์นายพัฒน์อย่างหนักว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนายพิพัฒน์มาจากครอบครัวผู้ค้าน้ำมันและเป็นเจ้าของปั๊ม PT ซึ่งระหว่างการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการที่ปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม เกิดกระแสการกักตุนของผู้ค้าน้ำมัน และโรงกลั่น ซึ่งฝ่ายค้านได้อภิปรายในสภาฯ ว่า มี 'ไอ้โม่ง' ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ทำให้นายพิพัฒน์ถูกกดดันอย่างหนักจากสังคม




