News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภคชี้ กม.ไซเบอร์ไร้น้ำยาสกัดตุ๋นออนไลน์ จี้ตั้งกองทุนเยียวยา

สภาผู้บริโภคชี้ กม.ไซเบอร์ไร้น้ำยาสกัดตุ๋นออนไลน์ จี้ตั้งกองทุนเยียวยา

17 เม.ย. 2569 14:48
ผู้ชม 172 คน

ภัยออนไลน์ 3 เดือนแรก ปี 2569 ยอดสูงถึง 90,000 เรื่อง เสียหายกว่า 54,000 บาท สภาผู้บริโภคชี้ให้เห็นช่องโหว่ระบบจัดการแอปฯ-บัญชีม้านิติบุคคล-ซิมเถื่อนข้ามแดน พร้อมจี้รัฐเร่งคลอด 'กองทุนเยียวยาเบื้องต้น' และระบบ 'หน่วงเงินโอน' หวังหยุดวงจรมิจฉาชีพก่อนโอนเงินออก

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระบุว่า ภัยออนไลน์ 3 เดือนแรก ปี 2569 ยอดสูงถึง 90,000 เรื่อง เสียหายกว่า 54,000 บาท เฉลี่ยวันละเกือบ 60 ล้านบาท ด้านสภาผู้บริโภคระบุว่า พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ถูกบังคับใช้มาครบ 1 ปีเต็ม แต่พบช่องโหว่ในทางปฏิบัติ พร้อมแนะภาครัฐควรเร่งจัดตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นช่วยผู้เสียหาย 

ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แม้จะมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ไซ เบอร์ฯ ฉบับที่ 2 แต่ภัยในโลกออนไลน์กลับไม่ลดน้อยลง ในทางตรงกันข้ามมิจฉาชีพกลับพัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้มีความซ้ำซ้อนขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ยังมีช่องโหว่สำคัญที่เอื้อให้มิจฉาชีพเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง 

จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนภัยไซเบอร์ของสภาผู้บริโภคระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 พบยอดผู้เสียหายพุ่งสูงถึง 18,687 ราย และมีกว่า 111 คดีที่ผู้บริโภคถูกธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตฟ้องร้องหลังถูกมิจฉาชีพหลอก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการป้องกันและเยียวยาที่ไม่ทันกับการหลอกลวงในโลกออนไลน์ 

สำหรับสาเหตุหลักเกิดจากระบบจัดการแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอนดรอยด์ (Android) ในโทรศัพท์มือถือ ยังไม่มีกลไกในการตรวจสอบว่า แอปพลิเคชันจริงหรือปลอม ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดแอปฯ หลอกให้ลงทุนได้ง่าย นอกจากนี้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยังไม่สามารถจดแจ้งแพลตฟอร์มหรือกำหนดความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้แอปฯ ปลอมและเพจปลอมสามารถเปิดใช้งานใหม่ได้เรื่อยๆ โดยไม่มีมาตรการใดๆ มาคัดกรอง

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้จะมีการออกมาตรการต่างๆ แต่จุดอ่อนสำคัญคือ การไม่มีมาตรการร่วมรับผิดกับธนาคาร ในกรณีที่ปล่อยให้บัญชีม้าสามารถโอนเงินได้ ซึ่งบัญชีม้าควรถูกระงับตั้งแต่ต้นทาง แต่ปัจจุบันยังพบบัญชีม้ารูปแบบนิติบุคคลที่ไม่ถูกดำเนินการ รวมถึงพบบริษัทที่ไม่ส่งงบดุลกว่า 5 ปี แต่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังไม่ยอมเพิกถอน ส่งผลให้นิติบุคคลเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกประชาชน

นอกจากนี้ เกณฑ์ของ ธปท. ได้จำกัดความกลุ่มเปราะบางคือ คนอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งที่ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปถือเป็นกลุ่มคนที่ถูกหลอกลวงจากช่องโหว่ของธนาคารจำนวนมาก แต่กลับไม่ถูกนับรวมว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง ทำให้ไม่สามารถรับความคุ้มครองหรือมาตรการช่วยเหลือได้

นอกจากนี้ ทางด้านคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกมาตรการหลายระลอก อาทิ การยืนยันตัวตนผ่านค่ายมือถือหากถือซิมการ์ดเกิน 5 หมายเลข การขอความร่วมมือจากรมศุลากากรออกคำสั่งห้ามนำซิมไทยออกนอกประเทศ และการตรวจสอบตัวตนเรียลไทม์ตอนลงทะเบียนซิม เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงยังพบช่องโหว่ที่ทำให้ซิมม้าไหลออกนอกประเทศและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม

กรณีตัวอย่างเช่น Thai PBS ได้ลงพื้นที่บริเวณชายแดนเมียนมา จังหวัดท่าขี้เหล็ก และพบว่าซิมของค่ายมือถือในไทยยังคงหาซื้อและใช้งานได้ในพื้นที่ดังกล่าว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการของ กสทช. ยังมีช่องโหว่ในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนในการดำเนินการปิดซิมสแกมเมอร์ในไทย เนื่องจากค่ายมือถือต่างๆ จำเป็นต้องรอคำสั่ง กสทช. ส่งผลให้ค่ายมือถือที่เคยระงับซิมสแกมเมอร์ได้อย่างรวดเร็วทำงานได้ช้าลง 

นายจิณณะ แย้มอ่วม อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคารสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือระบบเยียวยาผู้เสียหายที่ยังคงมีช่องโหว่ ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับปรับปรุง แต่พบว่ามีเงินค้างในระบบกว่า 3,076 ล้านบาท กระจายอยู่ในบัญชีมากกว่า 853,000 บัญชี

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวควรเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินคืน ขณะเดียวกันหากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ายอดเงินนั้นไม่เข้าข่ายการคืนเงินก็สามารถใช้สิทธิยื่นคัดค้านได้ ซึ่งเงินที่ไม่มีใครอ้างสิทธิก็ควรจะนำกลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ 

นายจิณณะ ระะบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านี้ได้ เนื่องจากร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ประชาชนต้องติดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยตนเอง เพื่อตรวจสอบว่าคดีเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ และให้ยื่นคำร้องภายในระยะเวลา 90 วัน ส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มที่ไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาจหลุดออกจากระบบเยีวยาได้ 

นายจิณณะได้เสนอแนะว่า ภาครัฐควรใช้มาตรการเชิงรุกด้วยการติดต่อผู้เสียหายโดยตรงและสื่อสารผ่านธนาคาร หน่วยรับแจ้งเหตุ หรือระบบข้อความแจ้งเตือน นอกจากนี้ต้องกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานที่รับแจ้งเหตุครั้งแรกให้แจ้งสิทธิและขั้นตอนการขอคืนเงินอย่างชัดเจนแก่ผู้เสียหาย

สภาผู้บริโภคเสนอมาตรการเยียวยา

  • เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นสำหรับช่วยเหลือเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว

  • ผลักดันข้อเสนอจัดตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นต่อพรรคการเมืองต่างๆ เนื่องจากทุกพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวทีสภาผู้บริโภคมีแนวโน้มรับข้อเสนอไปพิจารณาผลักดันต่อ 

  • เสนอให้เกิดระบบรับผิดอัตโนมัติที่กำหนดหน้าที่และบทลงโทษของผู้ให้บริการและสถาบันการเงินอย่างชัดเจนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการป้องกันภัยไซเบอร์ตั้งแต่ต้นทาง

  • เสนอมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะระบบหน่วงเงินก่อนโอน (Delayed Transaction) เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาตรวจสอบ ซึ่งเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จในสิงคโปร์

  • เสนอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ปรับลดกรอบเวลาในการรับแจ้งข้อมูลปลอม จากเดิมภายใน 24 ชั่วโมง ให้เหลือไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรืออาจลดลงให้เหลือ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว

  • เสนอให้ภาครัฐกำกับธุรกรรมเสี่ยง อาทิ การถอนเงินสดจำนวนมากหรือการโอนเงินข้ามประเทศ ควรกำหนดให้ผู้เบิกถอนแจ้งล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้หน่วยงานและผู้บริโภคตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดหากพบความผิดปกติได้ 

  • เสนอให้กำหนดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มากยิ่งขึ้น 

  • เสนอให้รัฐดำเนินการคลอบคลุมทั้ง การปราบปราม การป้องกันก่อนเกิดเหตุ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างสมดุล เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าอาชญากรรมออนไลน์ทำงานกันเป็นทีมตั้งแต่ผู้พัฒนาระบบ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ไปจนถึง ผู้ให้บริการโดเมน และเซิร์ฟเวอร์ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตุ๋นออนไลน์
มิจฉาชีพออนไลน์
สภาผู้บริโภค
กฎหมายไซเบอร์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ ACSC สรุป 120 วัน โกงออนไลน์ทะลุแสนคดี เสียหาย 7,480 ล้าน
ศูนย์ ACSC สรุป 120 วัน โกงออนไลน์ทะลุแสนคดี เสียหาย 7,480 ล้าน