ปปง.ประกาศให้ผู้เสียหายยื่นขอคืนเงิน คดีอายัดทรัพย์สิน 2 หมื่นล้านบาท กลุ่ม "แตงไทย บานมะหิงษ-ยิม เลียน-เบน สมิธ"
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ทำเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อเปิดเผยความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีและการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีของนางสาวแตงไทย บานมะหิงษ กับพวก รวมถึง MR. LEAK YIM หรือนายยิม เลียก, นางวิรินยา ยิม, MR. SMITH BEN หรือนายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก โดยปัจจุบัน ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งอยู่ระหว่างเตรียมประกาศเพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินคืนได้ในเร็ววันนี้
การดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ตามที่คณะกรรมการธุรกรรม/เลขาธิการ ปปง. ได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ในเบื้องต้น ประกอบด้วย เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร, เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, ที่ดิน, สิ่งปลูกสร้าง, ห้องชุด, ยานพาหนะ และเรือยอร์ช รวมจำนวน 68 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ชั่วคราวตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ.31/2569 และปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง
ต่อมา สำนักงาน ปปง. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและขยายผลจากเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่มเติม พบว่าผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กับการลงทุนในกองทุนและธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีการพบทรัพย์สินที่เชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมอีก 34 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.2 พันล้านบาท ทรัพย์สินที่พบเพิ่มนี้ประกอบด้วย ยานพาหนะ, เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร, เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และสิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน
คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณามีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.96/2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดโอกาสให้เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินยื่นคำร้องเป็นหนังสือเพื่อโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ก่อนที่คณะกรรมการธุรกรรมจะพิจารณาภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งต่อไป
จากการดำเนินการทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่า สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในคดีนี้รวมทั้งสิ้น 102 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
มาตรการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย
สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศเพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีดังกล่าวสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินคืนได้ในเร็วๆ นี้ โดยได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเปิดศูนย์รับคุ้มครองสิทธิทั้งที่สำนักงาน ปปง. และตำรวจภูธรจังหวัดทุกจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของประชาชน
นอกจากนี้ ผู้เสียหายที่ไม่ประสงค์จะเดินทางไปยื่นคำร้องด้วยตนเอง สามารถยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. (www.amlo.go.th) หรือยื่นคำร้องผ่านช่องทางไปรษณีย์ โดยส่งมายังสำนักงาน ปปง. เลขที่ 422 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนรอฟังประกาศจากสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อไป
เงื่อนไขและประเภทความเสียหายที่สามารถยื่นคำร้องได้:
ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่มีการเผยแพร่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2568 ซึ่งครอบคลุมพฤติการณ์การหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
หลอกลวงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น (คอลเซ็นเตอร์)
หลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์
หลอกให้ทำภารกิจ โปรโมทสินค้า / หารายได้พิเศษ / กดไลค์แล้วได้เงิน / Golike
หลอกให้รักแล้วลงทุน (Hybrid scam)
หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลจากการถูกสลาก / ถูกลอตเตอรี่ / ถูกรางวัล
หลอกให้กดลิงก์ในไลน์ เพื่อได้รับคืนภาษี / ได้รับเช็คคืน
หลอกให้กู้เงิน โดยต้องโอนเงินไปก่อน (BEE BAHT APP)
หลอกซื้อขายสินค้า แต่ไม่ได้รับสินค้า
ความผิดเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ ตามสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 313/2565 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
สำนักงาน ปปง. จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายทราบผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. อีกช่องทางหนึ่งด้วย
สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดมูลฐานในคดีดังกล่าว ควรเตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายให้พร้อม อาทิ สลิปการโอนเงิน, รายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคาร, หลักฐานการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้เสียหายจากการหลอกลวงในคดีนี้




