News Logo
หน้าแรก
ตร.ทลายเครือข่ายค้ายาไนจีเรีย ซุกเงิน 1.5 ล.ใต้เพดานฝ้าห้องน้ำ

ตร.ทลายเครือข่ายค้ายาไนจีเรีย ซุกเงิน 1.5 ล.ใต้เพดานฝ้าห้องน้ำ

19 เม.ย. 2569 14:22
ผู้ชม 32 คน

ตำรวจทลายเครือข่ายโคเคน "แพทริค" รวบตัวหัวหน้าชาวไนจีเรีย พร้อมผู้ต้องหาอีก 3 ราย ตรวจยึดเงินสด 1.5 ล้านบาท และทรัพย์สินรวมกว่า 4 แสนบาท พบพฤติการณ์ซุกเงิน 1.5 ล.ใต้เพดานฝ้า เจ้าตัวยืนยันไม่ใช่การซ่อน แต่เป็นการเก็บรักษา ยอมรับไม่คิดว่าตำรวจจะจับได้

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ปฏิบัติการทลายเครือข่ายโคเคนชื่อ "แพทริค" ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวหัวหน้าเครือข่ายโคเคน ซึ่งเป็นชายผิวสีขนาดใหญ่ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 5 นายเข้าควบคุมในเบื้องต้น และได้ตรวจพบเงินสดจำนวน 1.5 ล้านบาท ซ่อนอยู่ใต้เพดานฝ้าในห้องน้ำ ปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดยาเสพติดในกลุ่มสถานบันเทิงและย่านธุรกิจใจกลางเมือง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

พล.ต.ท.สยาม ให้รายละเอียดว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีค้าโคเคนรายใหญ่ในประเทศไทยได้ทั้งหมด 4 ราย ประกอบด้วย:

  1. นายนวายวู อิเฟียนยี่ พลาชิต (MR.NWAIWU IFEANYI PLACID) อายุ 46 ปี สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่ายโคเคนชายผิวสีขนาดใหญ่ ถูกแจ้งข้อหา "จําหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายและจําหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต" พร้อมของกลางโคเคนประมาณ 27 กรัม การจับกุมเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าร้านหอแว่น สาขาสีลม ซอย 1 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ

  2. นายโธมัส จิอูบิบีนี (Mr. Thomas Giubibini) สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ถูกแจ้งข้อหา "มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต" พร้อมของกลางโคเคนจำนวน 0.87 กรัม การจับกุมเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าร้านซิปบาร์ ราชพฤกษ์ ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

  3. นายธนยศ อัศวเมธี อายุ 35 ปี ที่อยู่ 95/1564 เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา "ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต"

  4. นายณัฐวัชร์ หวังกิจจินดา อายุ 34 ปี เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา "ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต"

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางและทรัพย์สิน ประกอบด้วย โคเคนจำนวนรวม 30 กรัม (อยู่ระหว่างการขยายผลในหลายจุด), รถยนต์ 1 คัน, เงินสดประมาณ 1,500,000 บาท, สร้อยคอทองคำ, นาฬิกาแบรนด์เนม และเครื่องประดับหลายรายการ มูลค่าประมาณ 400,000 บาท รวมถึงเงินสกุลต่างประเทศประมาณ 15,000 บาท

พล.ต.ท.สยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการนี้สืบเนื่องมาจากการดำเนินการก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ซึ่งรับผิดชอบด้านยาเสพติด ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมตัวเป็นช่างปูน บุกเข้าทลายเครือข่ายแก๊งชาวผิวสีในย่านนานา สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวผิวสีสัญชาติไนจีเรียได้ 9 ราย ต่อมาได้มีการขยายผลการจับกุมเพื่อหาต้นตอโคเคน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ได้มีการปฏิบัติการนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมภรรยาชาวผิวสี ซึ่งเป็นเจ้าแม่โคเคน พร้อมพวกรวม 4 ราย ตรวจยึดโคเคนจำนวนมากและทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท จากนั้นได้ขยายผลการจับกุมอย่างต่อเนื่องจนพบข้อมูลของ "เจ้าพ่อโคเคน" ซึ่งมีนามแฝงว่า "แพทริค" เป็นชาวผิวสีขนาดใหญ่ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นระดับหัวหน้าใหญ่ของขบวนการโคเคนในประเทศไทย

นายนวายวู อิเทียน พลาชิต หรือ "แพทริค" ถือเป็นบุคคลสำคัญในขบวนการลำเลียงโคเคนจากทวีปแอฟริกาเข้ามายังประเทศไทย การสืบสวนพบโมเดลธุรกิจที่ตัดขั้นตอนการขายส่งเพื่อทำกำไรและหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ผู้ต้องหารายนี้ได้แฝงตัวอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 17 ปี เจ้าหน้าที่ใช้เวลาติดตามร่องรอย 4 เดือนเพื่อค้นหาหัวหน้าเครือข่ายชาวผิวสีรายนี้ เนื่องจากมีความยากลำบากในการแกะรอย

แม้ว่าผู้ต้องหาจะมีข้อมูลการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยด้วยเหตุผลว่าสมรสกับชาวไทย แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการสมรสเพื่ออำพรางและไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ที่สามารถสืบสวนต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงใช้วิธีให้ ร.ต.อ.เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รองสารวัตรสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล ปลอมตัวเป็นวัยรุ่นชาวต่างชาติ แฝงตัวเข้าไปใน "กลุ่มลับ" ในแอปพลิเคชัน จนกระทั่งพบกับโปรไฟล์ของ "แพทริค" ซึ่งเป็นภาพชาวผิวสีสวมชุดบาทหลวงสีเขียว ทำหน้าที่สั่งการผ่านแชทสนทนา ด้วยระยะเวลาและทักษะการแสดงของตำรวจอำพรางที่แนบเนียน ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบข้อมูลในขบวนการอย่างละเอียด นำมาสู่การวางแผนปฏิบัติการจับกุมทั้งเครือข่าย โดยสนธิกำลังร่วมกับตำรวจและ ป.ป.ส.กรุงเทพมหานครกว่า 30 นาย ทำการสะกดรอยติดตามหัวหน้าเครือข่าย จนกระทั่งพบว่ามีการนำยาเสพติดไปส่งให้กับเครือข่าย 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุม ในวันที่ 18 เมษายน เวลา 23.00 น. หัวหน้าเครือข่ายชาวผิวสีได้ขับรถไปจอดที่บริเวณปากซอยสีลม 1 ชุดจับกุมได้เข้าควบคุมตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่กว่า 3 นายเข้าควบคุมและพยายามล็อกตัวแต่ยังไม่สามารถควบคุมได้ทันที จนต้องมีกำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 10 นายเข้าควบคุมจึงสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ ในขณะจับกุมผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พล.ต.ต.ธีรเดช ได้ขยายผลค้นห้องพักจนพบเงินสดของกลางจำนวนมาก และยังขยายผลค้นหาสถานที่ต้องสงสัยอีกหลายแห่ง

พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนวายวู อิเฟียนยี่ พลาชิต สัญชาติไนจีเรีย ส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ, นายโธมัส จิอูบิบีนี สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี, นายธนยศ และนายณัฐวัชร์ นำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของทรัพย์สินที่ได้ตรวจยึดไว้ตาม พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามยาเสพติด ได้นำส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อดำเนินการเก็บรักษาและขยายผลสืบทรัพย์ต่อไป ในชั้นจับกุม

ด้านนายแพทริคได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ระบุว่า "ไม่คาดว่าตำรวจจะไปพบเงินบนฝ้าเพดานห้องน้ำ เงินนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากประเทศไนจีเรีย โดยการนำไปซ่อนไว้บนฝ้าเพดานนั้นไม่ใช่การซ่อน แต่เป็นการเก็บรักษา การถูกจับกุมครั้งนี้ทำให้ตนเองรู้สึกตกใจอย่างมากเพราะทำมานานและไม่คิดว่าจะถูกจับได้"

ส่วนพล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า แม้ผู้ต้องหาจะไม่ให้ความร่วมมือในการขยายผลเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ส. มีข้อมูลและหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงบทบาทสำคัญในการลำเลียงยาเสพติดข้ามประเทศ จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหารายนี้แฝงตัวอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปี และไม่พบว่ามีการประกอบอาชีพอื่นใด นอกจากการตระเวนส่งยาเสพติดให้กับเครือข่ายของตน ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการตัดวงจรเครือข่ายโคเคนรายใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการบูรณาการกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ส. และสามารถทลายเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ซึ่งจะมีการขยายผลจนถึงที่สุดต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 สส.ปชน. ลั่น ไม่ลาออก! หากศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ คดี ม.112
10 สส.ปชน. ลั่น ไม่ลาออก! หากศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ คดี ม.112