News Logo
หน้าแรก
กสม.กำชับหน่วยงานรัฐเคารพผู้ต้องหาข้ามเพศ-จี้สอบคุกสุรินทร์ทารุณนักโทษ

กสม.กำชับหน่วยงานรัฐเคารพผู้ต้องหาข้ามเพศ-จี้สอบคุกสุรินทร์ทารุณนักโทษ

29 พ.ค. 2569 16:11
ผู้ชม 5 คน

กสม. แถลงเข้ม! กำชับหน่วยงานรัฐเคารพสิทธิส่วนบุคคลผู้ต้องหาข้ามเพศ แนะสื่อระมัดระวังการนำเสนอภาพผู้ต้องขัง จี้สอบเรือนจำสุรินทร์ทารุณกรรมผู้ต้องขัง ชี้เป็นการละเมิดสิทธิชัดเจน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงข่าวใน 2 ประเด็นได้แก่ 1. การกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนเข้าทำข่าวการจับกุมผู้ต้องหาหลากหลายทางเพศ และย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว และ 2. การตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย และระบุว่าการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ โดยเสนอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เข้าร่วมตรวจสอบ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ นำโดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กสม. จี้ ตร. -หน่วยงานรัฐระมัดระวังการเผยแพร่ภาพผู้ต้องหาข้ามเพศ เน้นย้ำสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียน 4 ฉบับจากบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคม เมื่อปลายปี 2568 กรณีที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ได้แก่ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1 -6) ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในร้านนวดแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568

ผู้ร้องเรียนเห็นว่าการตรวจค้นและจับกุมไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ และเป็นการลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุมหลายประการ อาทิ เจ้าหน้าที่ซึ่งมีแต่เพศชายไม่ได้แสดงบัตรประจำตัว ไม่แสดงหมายค้น ไม่แต่งเครื่องแบบราชการ ไม่บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องขณะตรวจค้นและจับกุม ไม่จัดหาสถานที่มิดชิดให้ผู้ถูกจับแต่งกายให้เรียบร้อย อีกทั้งยังปล่อยให้สื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 7) และสำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 8) เข้ามาบันทึกภาพและวิดีโอขณะตรวจค้นและจับกุม

ที่น่าตกใจคือ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังได้นำภาพผู้ถูกจับในสภาพเปลือยกายไปเผยแพร่บนเฟซบุ๊กของหน่วยงานและส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐและสื่อมวลชนหลายสำนัก ซึ่งบางแห่งไม่ได้ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ ทำให้เข้าข่ายเป็นการประจานให้ได้รับความอับอาย จึงขอให้ กสม. ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กสม. พบว่าการเข้าตรวจค้นและจับกุมของผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 แม้จะมีเหตุอันสมควรจากข้อมูลสายลับ แต่การดำเนินการหลายขั้นตอนไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากลด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการไม่จัดหาพื้นที่ส่วนตัวให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกาย และการอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพและเผยแพร่ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุม

กสม. มีความเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหามาร่วมแถลงข่าวโดยไม่มีเหตุจำเป็น เป็นการกระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวของผู้ถูกจับกุม และอาจโน้มน้าวให้สังคมเข้าใจว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดแล้ว ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติเสนอแนะไปยังผู้ถูกร้องทั้งแปด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้:

  1. ให้สำนักข่าวท้องถิ่นและสำนักข่าวออนไลน์ ที่เผยแพร่ภาพข่าวโดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับกุมลบภาพและคลิปวิดีโอทั้งหมด และให้นำแนวปฏิบัติของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เรื่อง "การได้มาและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของสื่อมวลชน โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว" มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

  2. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่นำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อสั่งการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หากพบว่าผิดให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเยียวยาผู้เสียหายตามความเหมาะสม รวมถึงกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี

  3. ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกรมการจัดหางาน กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด งดเว้นหรือห้ามไม่ให้นำผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาในคดีมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เว้นแต่กรณีที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องพยายามควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาให้มากที่สุด

  4. ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ผู้ถูกร้องที่ 7 ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานทุกช่องทาง ไม่ให้กระทบหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

กสม. จี้กรมราชทัณฑ์สอบเจ้าหน้าที่เรือนจำสุรินทร์ทำร้ายผู้ต้องขัง ชี้เป็นการทรมานและละเมิดสิทธิ

ขณะที่นายภาณุวัฒน์ ทองสุข กล่าวถึงอีกกรณีสำคัญ คือ การตรวจสอบข้อร้องเรียนจากอดีตผู้ต้องขังรายหนึ่ง ซึ่งร้องว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ทำร้ายร่างกายและถูกลงโทษทางวินัยไม่เป็นไปตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กสม. พบว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในขณะนั้น ถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ลงโทษทางวินัยด้วยการ "จับกัง" หรือการนำผู้ต้องขังไปพันธนาการไว้กับเสาหรือลูกกรง โดยไม่ให้ดื่มน้ำ ไม่ให้รับประทานอาหาร ไม่ให้เข้าห้องน้ำ และไม่ให้ใส่เสื้อผ้าเป็นเวลานานถึง 2 วัน 1 คืน รวมถึงถูกเจ้าหน้าที่ 2 นายทำร้ายร่างกายด้วยการใช้เท้าเตะและทุบตีตามร่างกายหลายครั้ง

เจ้าหน้าที่ได้อ้างว่าเป็นการลงโทษทางวินัยกรณีผู้ร้องพยายามส่งเอกสารข้ามแดนจากแดนแรกรับไปยังผู้ต้องขังอื่นในแดนควบคุมพิเศษ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่บันทึกภาพเหตุการณ์ ไม่จัดทำรายงานเหตุการณ์การกระทำผิดวินัย และปฏิเสธไม่ให้บิดามารดาเข้าเยี่ยมโดยไม่มีหลักฐานรายงานประวัติการกระทำผิดวินัย ซึ่งกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการติดต่อบุคคลภายนอกและสิทธิในการชี้แจงข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560

กสม. เห็นว่าการลงโทษดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 และมีลักษณะเข้าข่ายการปกปิดการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ภายหลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีความหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่ จึงสมควรได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะให้กรมราชทัณฑ์เร่งพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ลงโทษทางวินัยผู้ร้องไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563

กสม. ยังกำชับให้กรมราชทัณฑ์ใช้ข้อมูลความเห็นจากรายงานฉบับนี้ในการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ให้ดำเนินการลงโทษตามสัดส่วนความรับผิดชอบ และให้ชดเชย

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชุลมุนกลางงานศพไรเดอร์! เพื่อนผู้ตาย ปรี่ชกปาก ผอ.ป.ป.ช.ขู่ใช้ศาลเตี้ย
ชุลมุนกลางงานศพไรเดอร์! เพื่อนผู้ตาย ปรี่ชกปาก ผอ.ป.ป.ช.ขู่ใช้ศาลเตี้ย