ตม.เดินหน้า "มาตรการ 3 ไม่" สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ รวบรวมข้อมูลเชิงรุก ปฏิเสธเข้าประเทศเกือบสามหมื่นรายในครึ่งปีแรก
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในฐานะโฆษก สตม. ได้แถลงถึงมาตรการของ สตม. เพื่อแก้ไขปัญหาคนต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับสร้างผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ โดยมีการดำเนินการตาม 3 มาตรการ ได้แก่
มาตรการแรกคือ "ไม่ให้เข้า" ซึ่งเป็นมาตรการสกัดกั้นคนต่างชาติก่อนเข้าสู่ประเทศไทย มีการปฏิบัติหลักสองประการ ได้แก่ การใช้ระบบเทคโนโลยี APPS (Advance Passenger Processing) เพื่อสกัดกั้นคนต่างชาติที่ถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) จากการเคยถูกจำคุกในประเทศไทย รวมถึงผู้ที่มีหมายจับตำรวจสากล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในบัญชีดำรวม 169,506 ราย ทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางเข้าไทยได้ โดยสายการบินจะปฏิเสธการขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง และหากพยายามเข้าทางด่านชายแดนทางบกก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย นอกจากนี้ ยังมีการสกัดกั้นคนต่างชาติที่ใช้ Free Visa และถูกเจ้าหน้าที่ด่าน ตม.ทั่วประเทศเรียกสัมภาษณ์ เนื่องจากพบพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย เช่น แฝงตัวเข้ามาทำงาน หรือน่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ย้ายฐานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มีการปฏิเสธการเข้าเมืองรวมทั้งสิ้น 29,490 ราย
มาตรการที่สองคือ "ไม่ให้อยู่" ซึ่งดำเนินการผ่านการปฏิบัติหลักสองประการเช่นกัน ได้แก่ การสั่งเพิกถอนวีซ่าคนต่างชาติ ทั้งที่เป็น Free Visa และผู้ที่ได้รับวีซ่ามาอย่างถูกต้อง แต่แฝงตัวทำกิจกรรมที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของวีซ่าที่ได้รับ โดยเฉพาะวีซ่านักเรียนที่ไม่มีการเรียนจริง ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มีการปฏิเสธและผลักดันออกนอกประเทศจำนวนทั้งสิ้น 668 ราย นอกจากนี้ ยังมีการเอ็กซเรย์ทุกพื้นที่และระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในคดีต่างๆ ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึงเมษายน 2569 สามารถจับกุมได้รวม 14,161 ราย
มาตรการสุดท้ายคือ "ไม่ให้รอด" โดย สตม.ได้สั่งการให้ ตม.ทุกพื้นที่จัดทำข้อมูลเป้าหมายและส่งข้อมูลเพื่อการตรวจค้นกวาดล้างร่วมกับตำรวจท้องที่ ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มีการตรวจสอบเป้าหมายต่างชาติที่ใช้สิทธิวีซ่าพำนักในประเทศตามแหล่งชุมชน แต่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย และได้ส่งข้อมูลเป้าหมายให้ตำรวจท้องที่ในจุดสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวหลักที่มีแหล่งชุมชนต่างชาติ รวม 190 เป้าหมาย แบ่งเป็น ตม.จว.ชลบุรี 147 เป้าหมาย, ตม.จว.แม่ฮ่องสอน 2 เป้าหมาย, ตม.จว.เชียงใหม่ 9 เป้าหมาย, ตม.จว.สุราษฎร์ธานี 22 เป้าหมาย และ ตม.จว.ภูเก็ต 10 เป้าหมาย จากการตรวจค้น พบการกระทำผิดและมีการจับกุมไปแล้ว 31 ราย ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการสืบสวนพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด
การดำเนินการทั้ง 3 มาตรการนั้นเป็นไปตามนโยบายที่ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจทั่วประเทศกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาคนต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับสร้างผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ซึ่งพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชากกร สตม.ได้สั่งการให้ ตม.ทุกกองบังคับการทั่วประเทศปฏิบัติตามนโยบาย ผบ.ตร.มาตั้งแต่ต้นปี 2569 และจะติดตามผลอย่างใกล้ชิดต่อไป




