ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาประหารชีวิตสองจำเลยคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม-ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ชดใช้ 1.5 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่าเมื่อเวลา 10.00 นาฬิกา วั ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ 2742/2562 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายบิลาล โมซำเหม็ด หรือบิลาล เติรก์ หรืออาเต็ม คาราดั๊ก จำเลยที่ 1 และนายอาเดม คาราดั๊ก จำเลยที่ 2 (ซึ่งในเอกสารระบุชื่อซ้ำกับจำเลยที่ 1 แต่เมื่อพิจารณาจากข้อหาแล้วน่าจะเป็นบุคคลที่สอง) กับพวกรวม 2 คน ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยศาลได้พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักที่สุดตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 1.5 ล้านบาท ให้แก่หน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย และริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง ส่วนข้อหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประหารชีวิต ได้มีการปรับจำเลยทั้งสองและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีคนเข้าเมืองเพิ่มเติมด้วย แต่เมื่อมีการประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกอื่นมารวมได้อีก
ที่มาของคดีและข้อกล่าวหา
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 โดยอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทหารกรุงเทพ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ศาลทหารกรุงเทพได้มีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และอำนาจการพิจารณาคดี
โจทก์ได้ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนี โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
การครอบครองวัตถุระเบิดและแผนการก่อเหตุครั้งแรก
ตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ก) ระบุว่า ระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันมีระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุด ไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุระเบิดดังกล่าวเป็นประเภทที่ประกอบขึ้นเองและใช้เฉพาะการสงคราม ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ การกระทำนี้ถือเป็นการครอบครองวัตถุอันตรายร้ายแรง
ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ข) เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันพกพาวัตถุระเบิด 1 ชุด จากที่กล่าวมา ไปยังบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมือง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จากนั้นในคำฟ้อง ข้อ 1 (ค) ระบุว่า จำเลยที่ 1 ได้นำวัตถุระเบิดชุดดังกล่าวไปวางไว้ที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส และจำเลยที่ 2 ได้จุดชนวนระเบิดตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน โดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณนั้นถึงแก่ความตาย แต่โชคดีที่การกระทำนี้ไม่บรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน ทำให้ไม่มีการระเบิดเกิดขึ้น ประชาชนในบริเวณดังกล่าวจึงไม่ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
เหตุการณ์ ณ ศาลพระพรหมเอราวัณ
คำฟ้อง ข้อ 1 (ง) และ (จ) เป็นข้อหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่สร้างความสะเทือนขวัญอย่างรุนแรง ระบุว่า ในวันเดียวกันคือวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้นำวัตถุระเบิดอีก 1 ชุด ไปวางไว้ที่บริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนสัญจรและมาสักการะเป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 1 ได้กระทำการวางระเบิดและหลบหนีไป ต่อมา จำเลยที่ 2 ได้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าว ซึ่งวัตถุระเบิดนี้เป็นชนิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นการร่วมกันทำให้เกิดระเบิดขึ้นจนน่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย บาดเจ็บสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายรวม 126 ราย และยังทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ
การค้นพบหลักฐานและการยอมรับสารภาพบางส่วน
นอกจากการก่อเหตุระเบิดแล้ว โจทก์ยังได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการและของกลางที่ตรวจพบอีกด้วย ตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 9106 หอพักไมมูณา การ์เด้นโฮม และตรวจยึดวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์จำนวนมาก ซึ่งเป็นวัตถุที่ไม่ได้รับอนุญาต และบางส่วนเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง
จากการสืบสวนและพยานหลักฐาน ศาลพบว่ามีพยานโจทก์ถึง 3 ปากที่เบิกความยืนยันถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ภายหลังถูกค้นพบในห้องพักดังกล่าว นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสองยังยอมรับว่ามีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ห้องพักจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) ส่วนของกลางรายการอื่นๆ ที่โจทก์นำสืบว่าตรวจยึดได้จากห้องพักแต่ไม่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย
การเข้ามาและพำนักในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย
นอกจากข้อหาเกี่ยวกับการระเบิดและวัตถุอันตรายแล้ว จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 0931608007 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิดเหตุมีพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่พูลอนันต์ อพาร์ตเม้นท์ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรตามคำฟ้องของโจทก์จริง
คำพิพากษาของศาลให้ประหารชีวิต
ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 34, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ,มีฐานความผิดร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) และฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, , ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกัน




