News Logo
หน้าแรก
ศาลให้ประกัน 'ทนายษิทรา' ห้ามออกนอก ปท. คดีฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง

ศาลให้ประกัน 'ทนายษิทรา' ห้ามออกนอก ปท. คดีฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง

11 มิ.ย. 2569 19:02
ผู้ชม 5 คน

ศาลอนุมัติประกันตัวทนายษิทรา ด้วยหลักทรัพย์ 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศหลังจากศาลพิพากษาจำคุกรวม 5 ปี 12 เดือน ในข้อหาฉ้อโกง-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คดีหลอกนักธุรกิจโอนเงินลงทุนหลายสิบล้าน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ) ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" จำเลยที่ 1 ในคดีฉ้อโกง ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยตีราคาหลักประกัน 1 ล้านบาท และมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล การตัดสินใจให้ประกันตัวนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลพิพากษาจำคุกนายษิทราเป็นเวลา 5 ปี 12 เดือน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากคดีหมายเลขดำ อท.109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือ "เจ๊อ้อย" เศรษฐีนีชาวไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายษิทรา พร้อมจำเลยอีก 6 คน ได้แก่ นางปณิตา เบี้ยบังเกิด (ภรรยา), นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือ "นุ" (คนสนิท), น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือ "สา" (แฟนสาวของนุ), น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ (พี่สาวภรรยาทนายตั้ม), น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล (พนักงานโชว์รูมรถยนต์) และ น.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ (พนักงานโชว์รูมรถยนต์) ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหน อาทิ เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์จำนวนประมาณ 71 ล้านบาท, เงินซื้อรถเบนซ์จำนวน 13 ล้านบาท, เงินจ่ายค่าจ้างศิลปินชาวจีนผ่านบิตคอยน์จำนวน 39 ล้านบาท และค่าจ้างเขียนแบบโรงแรมฯ ขณะที่นางจตุพรยืนยันว่าตนถูกนายษิทราฉ้อโกงหลอกลวง แต่นายษิทรากลับอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้เสียหายให้โดยเสน่หา ส่วนจำเลยคนอื่นๆ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ในการพิจารณาคดี ศาลได้วิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 คือ นายษิทรา ได้ใช้ข้อความอันเป็นเท็จชักชวนผู้เสียหายให้หลงเชื่อลงทุนทำแพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้ผู้เสียหายยินยอมโอนเงินจำนวน 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 71 ล้านบาทเศษ ศาลมองว่าการโอนเงินนี้ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาตามที่นายษิทรากล่าวอ้าง แต่เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง แม้ผู้เสียหายจะเคยออกค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสให้ครอบครัวของจำเลยที่ 1 เป็นเงินกว่า 50 ล้านบาทหลายครั้งก็ตาม แต่เป็นเพราะผู้เสียหายมีความรักใคร่ครอบครัวของจำเลยที่ 1 ซึ่งแยกส่วนกับการลงทุนในแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้เสียหายต้องการจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ในราคา 12.9 ล้านบาท ศาลพบว่านายษิทราปกปิดไม่แจ้งราคาจริง ทำให้ตนเองได้รับค่าส่วนต่างเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดโดยปกติธุระโดยสันดานและยังไม่เป็นทางการ

ศาลจึงพิพากษาว่า นายษิทรา จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกง 2 กระทง โดยแต่ละกระทงจำคุก 3 ปี รวมเป็น 6 ปี ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 4 ปี 12 เดือน ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 2 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกนายษิทราทั้งสิ้น 5 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้เงินจำนวน 72.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 แก่ผู้เสียหาย ขณะที่จำเลยที่ 2, 5, 6 และ 7 ศาลพิพากษายกฟ้อง

ภายหลังการพิพากษา ญาติของนายษิทราได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นที่ดินมูลค่า 2 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวระหว่างการอุทธรณ์ ศาลได้พิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวนายษิทรา โดยตีราคาหลักประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ในวันเดียวกัน มารดา น้องสาว เพื่อน และทนายความ ได้เดินทางไปรอรับหมายปล่อยตัวนายษิทราที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่วนภรรยาของนายษิทรา ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ที่ถูกยกฟ้อง ก็จะได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลางเช่นเดียวกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดครบทุกเขต! รายชื่อผู้สมัครชิงเก้าอี้ กทม. และเมืองพัทยา
เปิดครบทุกเขต! รายชื่อผู้สมัครชิงเก้าอี้ กทม. และเมืองพัทยา