ศาลแพ่งพระโขนงนัดไกล่เกลี่ยคดี "ทราย สก๊อต" ฟ้องเรียกคืนมรดกตา ไม่เป็นผล! นัดอีกครั้ง 8 ก.ค. พร้อมคำสั่งห้าม "นาย ท." เผยแพร่ข้อมูล-เข้าร่วมรับฟังกระบวนการดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน สำนักงานศาลยุติธรรมได้เผยแพร่ข่าวแจกกรณีศาลแพ่งพระโขนงนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำที่ พ.101/2569 ระหว่าง นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี โจทก์ กับ นายสิรณัฐ สก๊อต จำเลย ซึ่งเป็นการฟ้องเพิกถอนการให้มรดกของตานายสิรณัฐหรือพ่อของนางจีรานุช ซึ่งมรดกนั้นถูกมอบให้กับนายสิรณัฐ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้มาศาลด้วยตนเองเพื่อเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ดำเนินมาแล้ว 2 ครั้ง และมีกำหนดนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งตรงกับวันสืบพยานโจทก์ตามที่นัดไว้
สำหรับคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลไต่สวนกรณีกล่าวหานาย ท. ละเมิดอำนาจศาลนั้น ศาลได้ไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของนาย ท. เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนและออกข้อกำหนดห้ามมิให้นาย ท. เข้าร่วมรับฟังหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ รวมถึงห้ามเผยแพร่ข้อความ โฆษณา หรือนำเอกสารในสำนวนคดีไปคัดถ่ายและเผยแพร่ในทุกช่องทาง ซึ่งนาย ท. ได้รับทราบข้อกำหนดดังกล่าวแล้ว
ด้านนายสิรณัฐ สก๊อต หรือ "ทราย สก๊อต" ได้กล่าวภายหลังการไกล่เกลี่ยครั้งที่สองในวันที่ 16 มิถุนายนว่า การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จและไม่บรรลุวัตถุประสงค์ โดยศาลได้สั่งให้โจทก์และจำเลยไปเจรจากันเองนอกศาล เพื่อหาข้อสรุปก่อนจะมาแถลงต่อศาลในวันที่ 8 กรกฎาคม หากยังไม่ได้ข้อยุติก็จะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งมาพร้อมกับนายสิรณัฐ ระบุว่า การไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จเนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็น และไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็นคำสั่งศาล นอกจากนี้ นายสิรณัฐและนางจีรานุช ซึ่งเป็นมารดา ไม่ได้พบกันในห้องพิจารณา เนื่องจากแยกไกล่เกลี่ยคนละรอบ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่มารดามาไกล่เกลี่ยด้วย นายสิรณัฐตอบว่าไม่ได้รู้สึกอะไร และกล่าวว่า "ทรายมีแม่แค่แม่บุญธรรมเท่านั้น ส่วนเค้าก็นี้เป็นแม่แค่เชิงดีเอ็นเอ"
นายสิรณัฐยังเล่าว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ได้ไปทานข้าวกับนายภูริต ภิรมย์ภักดี หรือ เต้ โดยมีนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม กรรชัย ร่วมด้วย ซึ่งมีการพูดคุยกันเบื้องต้นเกี่ยวกับการประชุมในตระกูลและการคำนึงถึงอนาคตของเขา หลังจากการพูดคุยครั้งนั้น นายสิรณัฐได้รับข้อความจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสิงห์ ระบุว่า "เมื่อคุยกับเต้ ก็ควรบอกเขาให้หมด และไม่ควรลงอะไรในโซเชียลอีกแล้ว" นายสิรณัฐมองว่าหากแก้ไขตั้งแต่แรก คงไม่ถึงจุดนี้ เพราะชีวิตของเขาพังไปมากจากเรื่องนี้ และรู้สึกเป็นทุกข์ เขาต้องการความชัดเจนมากกว่าข้อความที่ได้รับมา เพราะมันยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ เกิดขึ้น
นายสิรณัฐยืนยันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะปิดปากตัวเอง เพราะเรื่องดังกล่าวควรเป็นบทเรียนให้กับคนอื่น และควรแก้ไขเรื่องนี้ด้วยความจริงใจ เนื่องจากส่งผลต่อตัวเขาและเด็กคนอื่นที่เคยเจอเรื่องแบบนี้ อีกทั้งไม่เป็นผลดีต่อบริษัทสิงห์ด้วย เขายินดีที่จะพูดคุยเสมอ แต่ต้องมีทีมของตนเองไปด้วย เพราะเขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่แต่งงานเข้ามา แต่เป็นเด็กที่เติบโตในตระกูลนี้ และบาดแผลมันลึกมาก เป็นเรื่องความปลอดภัยของเขา
การได้พบกับนายภูริต ภิรมย์ภักดี ถูกมองว่าเป็นทางออกที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนในตระกูลว่าจะยึดมั่นยืนข้างความถูกต้องหรือไม่ นายสิรณัฐยังกล่าวถึงญาติหลายคนที่ฟังแต่เรื่องจากฝั่งมารดา เนื่องจากที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้เข้าร่วมงานครอบครัว ทางครอบครัวจึงอยากให้เขาไปเล่าเรื่องให้ฟัง ซึ่งเขาหวังว่าทุกคนจะเปิดใจรับฟัง นายสิรณัฐเชื่อว่านายต๊อดคงไม่รู้ว่าเขาถูกข่มขืน รู้แค่ว่าไร้บ้าน เขายังต้องการให้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานในสังคม หรือคนในตระกูลใหญ่ที่เคยเจอเรื่องแบบเขาให้ได้รับความยุติธรรม และต้องการกลับไปเป็นนักอนุรักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก และอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุด
หลังการให้สัมภาษณ์ นายสิรณัฐได้ไปพบปะกลุ่มแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งได้มอบดอกไม้ ของขวัญ และถ่ายภาพร่วมกัน




