UNESCO มีมติเอกฉันท์ขึ้นทะเบียน ‘วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร’ เป็นมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ขององค์การ UNESCO ซึ่งประชุมที่นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเอกฉันท์ให้ ‘วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช’ ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 2 และข้อที่ 6 ส่งผลให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และแหล่งมรดกโลกรวมแห่งที่ 9 ของประเทศไทย รวมทั้งเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้
รายงานของกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า การพิจารณาเข้าสู่วาระเมื่อเวลาประมาณ 14.50 น. ตามเวลาประเทศไทย โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมการประชุม ผลการพิจารณาเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ หลังจากกระบวนการผลักดันใช้เวลานานกว่าสิบปี
กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร จังหวัดนครศรีธรรมราช และชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมกันจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนฉบับสมบูรณ์ รวมถึงชี้แจงข้อซักถามขององค์กรที่ปรึกษาจนได้รับการยอมรับ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก หรือบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ตั้งแต่ปี 2555 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนในปี 2568 และเข้าสู่กระบวนการประเมินอย่างเป็นทางการ จนได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 กรกฎาคม 2569
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ประเทศไทยได้จัดส่งเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก ไปยังศูนย์มรดกโลกภายในกำหนดวันที่ 31 มกราคม 2568
จากนั้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2568 ศูนย์มรดกโลกได้ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารและประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมหากจำเป็น ก่อนเข้าสู่การประเมินโดยองค์กรที่ปรึกษาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งครอบคลุมทั้งการลงพื้นที่ตรวจประเมิน การพิจารณาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่ง และการตอบข้อซักถามของฝ่ายไทย
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2569 ศูนย์มรดกโลกได้รวบรวมความเห็นขององค์กรที่ปรึกษาและจัดทำร่างมติเสนอคณะกรรมการมรดกโลก ก่อนบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 และได้รับมติเอกฉันท์ให้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569
ตลอดกระบวนการดังกล่าวใช้เวลานานกว่า 14 ปี นับตั้งแต่การบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเมื่อปี 2555 จนถึงการได้รับการขึ้นทะเบียนในปี 2569 โดยผ่านการจัดทำเอกสาร การประเมินศักยภาพในพื้นที่ การตรวจสอบข้อมูล และการตอบข้อซักถามขององค์กรที่ปรึกษา ก่อนคณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติรับรองอย่างเป็นทางการ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและจิตวิญญาณที่สะท้อนการหลอมรวมของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละแห่งนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญทางตอนใต้ของเมียนมา ก่อนถ่ายทอดอิทธิพลไปยังศาสนสถานในประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง
กรมประชาสัมพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า วัดแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางประเพณีทางศาสนาที่มีการสืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี ผ่านประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุและกิจกรรมของชุมชนโดยรอบ รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับศิลปะการแสดงและตำนานท้องถิ่นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกให้การรับรองภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 2 ซึ่งว่าด้วยการแลกเปลี่ยนอิทธิพลทางวัฒนธรรมและศิลปกรรม และเกณฑ์ข้อที่ 6 ซึ่งว่าด้วยคุณค่าของระบบความเชื่อที่หลากหลายและการเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่ยังคงดำรงอยู่
นายสุชาติกล่าวต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลไทยพร้อมน้อมรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมรดกโลกไปดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอนุรักษ์ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของชุมชน
รายงานข่าวระบุว่า หลังทราบผลการพิจารณา จังหวัดนครศรีธรรมราชและกรมศิลปากรได้จัดเตรียมพื้นที่บริเวณลานโพธิ์ภายในวัดเพื่อจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง โดยติดตั้งจอถ่ายทอดสดให้ประชาชนร่วมติดตามผลการประชุมตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเดียวกัน
พระธรรมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร กล่าวว่า ทางวัดพร้อมต้อนรับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยว แต่จะหารือร่วมกับคณะกรรมการวัดและจังหวัดเพื่อเตรียมความพร้อมด้านความสะอาด การจัดการขยะ ห้องน้ำ ระบบไฟฟ้า และมาตรการด้านความปลอดภัย ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกของ UNESCO
ข้อมูลจากศูนย์มรดกโลกของ UNESCO ระบุว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกแล้ว 8 แห่ง แบ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง ได้แก่ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ซึ่งขึ้นทะเบียนในปี 2534 นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ปี 2534 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ปี 2535 เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง ปี 2566 และภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี ปี 2567
ส่วนแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติมี 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ปี 2534 กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ปี 2548 และกลุ่มป่าแก่งกระจาน ปี 2564
หลังการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกรวม 9 แห่ง โดยวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้
กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายสุชาติได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่น
ขณะที่บรรยากาศภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารตลอดวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมทำบุญและติดตามการประกาศผลผ่านจอถ่ายทอดสด โดยหน่วยงานในพื้นที่เริ่มเตรียมมาตรการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ภายใต้มาตรฐานการดูแลแหล่งมรดกโลกของ UNESCO

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
อ้างอิง:




