'การดี' ยื่นหนังสือถึงไชยชนก แนบ 5 ข้อกังวล จี้ทบทวน แก้ไข หรือยุติโครงการ TH-AI Passport ก่อนตรวจรับงวดแรก
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อเรียกร้องให้ทบทวน พิจารณาแก้ไข หรือยุติโครงการ TH-AI Passport โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นตัวแทนรับหนังสือเรื่องดังกล่าว
น.ส.การดี ได้ระบุข้อสงสัยใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการอนุมัติโครงการมีความเร่งรัดอย่างผิดปกติ มีการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญใน TOR ช่วงรัฐบาลรักษาการ อีกทั้งกำหนดเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรงที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสก่อนการตรวจรับหรือเบิกจ่ายงบประมาณ
ประเด็นที่ 2 ความไม่คุ้มค่าและคุณภาพระบบที่ต่ำกว่ามาตรฐานฟรีทั่วไป วัตถุประสงค์ตั้งต้นคือการมอบสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับมืออาชีพ (Pro หรือ Premium) แก่ประชาชน 5 ล้านคน แต่จากการทดสอบประสิทธิภาพระบบจริงกลับพบว่า ระบบโปรแกรม Generative AI (Ai Pass) มีคุณภาพต่ำกว่าโปรแกรม Generative AI ฟรีที่มีให้ใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของหน่วยงานอื่น เช่น OKMD ที่ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกัน ย่อมสะท้อนชัดเจนว่าการใช้งบประมาณ 1,621 ล้านบาทในโครงการนี้เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมใด ๆ ไว้ให้ประเทศหลังจบโครงการ
ประเด็นที่ 3 ความไม่โปร่งใสในเกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง (Pay per Use หรือ Pay per Active User) ข้อชี้แจงว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเป็น Pay per Use หรือ Pay per Active User ยังขาดความชัดเจนในเกณฑ์การนับจำนวน Token และความหมายของ Active User ที่ชัดเจน การตรวจสอบผู้ใช้งานจริง และราคากลางต่อหน่วย หากไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเบิกจ่ายเงินเกินจริงและการทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งนี้ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ปรับปรุงใหม่จำเป็นต้องมีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดตรวจสอบได้จริง
ประเด็นที่ 4 การขัดต่อเงื่อนไข TOR และกระทบต่ออธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ตามวัตถุประสงค์ของ TOR ข้อ 2.2 “กำหนดชัดเจนให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งานภายในประเทศไทย” แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมีการเรียกใช้โมเดลต่างชาติ จะมีการส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะขัดต่อ TOR โดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ก็อาจมีประเด็นตาม TOR ข้อ 4.2.2.1. ที่ระบุชัดเจนว่า “ระบบ Generative AI มีคุณสมบัติรุ่น Pro หรือรุ่น Premium หรือที่ปกติต้องมีการใช้เงินคิดค่าบริการสำหรับการใช้งาน อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์/ยี่ห้อ” ซึ่งเมื่อทดสอบระบบแล้วโปรแกรม Ai Pass มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าในหลายประการ
ประเด็นที่ 5 การขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน โครงการระดับพันล้านบาทกลับไม่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริงในการ “ยกระดับทักษะ AI ของคนไทย” การลงทุนครั้งนี้จึงขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ในหนังสือระบุว่า ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 และเงื่อนไข TOR ข้อ 15 ได้เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถแก้ไขข้อตกลง ลดวงเงิน หรือยกเลิกโครงการได้ หากเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม น.ส.การดี ได้เน้นย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตรวจรับงานงวดที่ 1 ซึ่งหมายความว่างบประมาณของรัฐจำนวน 324.2 ล้านบาทยังไม่ได้จ่ายออกไป จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะปรับปรุงโครงการได้ หากได้รับข้อสังเกตทั้ง 5 ข้อแล้ว แต่รัฐมนตรียังไม่มีการทบทวน แก้ไข ก็เท่ากับว่าเรากำลังละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะเป็น ในการปกป้องเงินงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด




