สถาบันพระปกเกล้าเผย ทุจริตสอบท้องถิ่นสั่นคลอนศรัทธาระบบราชการสูงถึง 65.8% ด้านประชาชนเกินครึ่งหนุนจัดสอบใหม่ พร้อมจี้ลงโทษเด็ดขาดทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน เพื่อฟื้นฟูความความเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ‘เสียงประชาชนต่อประเด็นที่ควรเร่งสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นในระบบสอบราชการ’ โดยผลสำรวจระบุว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและความกังวลต่อความโปร่งใสของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการ ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมจำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญดังนี้
เมื่อถามว่าประเด็นข่าวหรือสถานการณ์เรื่องใด ที่ควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด? (สำรวจโดย x Line Today) ผลสำรวจระบุว่า
29.4% : ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องของประชาชนควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด
28.1% : การทุจริตการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
23.0% : การวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
10.8% : คดีการถือครองที่ดินเขากระโดงของนักการเมือง
5.1% : การคัดกรองและทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
3.6% : การวินิจฉัยประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกับความลับในการลงคะแนนของศาลรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ การทุจริตสอบรับราชการถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยผลสำรวจระบุว่า ประชาชนเกือบ 2 ใน 3 เห็นว่าประเด็นนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือในระบบราชการ ผลสำรวจระบุว่า
65.8% : ข่าวเกี่ยวกับความผิดปกติในการสอบเข้ารับราชการส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวมในระดับมาก
23.8% : ส่งผลพอสมควร
5.2% : ส่งผลเพียงเล็กน้อย
2.4% : ไม่ส่งผลเลย
2.8% : ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
จากผลสำรววจสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจอาจขยายตัวจากเหตุการณ์เฉพาะไปสู่ความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม เพราะการสอบเข้ารับราชการถูกมองว่าเป็นประตูด่านแรกของระบบคุณธรรม หากกระบวนการนี้ถูกตั้งคำถาม ประชาชนย่อมไม่ได้สงสัยเฉพาะความถูกต้องของผลสอบ แต่ยังอาจตั้งคำถามต่อไปว่า ระบบราชการคัดเลือกคนด้วยความสามารถและความเป็นธรรมจริงหรือไม่
ทั้งนี้ สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่พบความผิดปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เข้าสอบจำนวนมาก ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าควรจัดการสอบใหม่ทั้งหมด ผลสำรวจระบุว่า
32.9% เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
19.0% เห็นว่าควรยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ
51.9% เห็นควรให้มีการจัดสอบใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน
สำหรับผลสำรวจรายภูมิภาคมที่มองว่า ‘การยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่’ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (57.6%) ภาคกลาง (36.4%) ภาคใต้ (35.4%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (31.4%) และภาคตะวันออก 30.3% ขณะที่ภาคเหนือ เห็นว่า ควรยกเลิกผลการสอบและจัดสอบใหม่เฉพาะพื้นที่หรือตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ สูงสุด (34.9%) ส่วนแนวทางรองลงมาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นต่อระบบสอบ โดยมองว่าการจัดสอบใหม่เป็นทางออกหลักเมื่อความผิดปกติกระทบผู้เข้าสอบในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคชี้ว่า การตัดสินใจควรพิจารณาขอบเขตของปัญหาจากหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้มาตรการมีความเหมาะสมและไม่กระทบสิทธิของผู้เข้าสอบที่สุจริตเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า ควรมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยพบว่า 36.0% มองว่าควรเร่งลงโทษอย่างจริงจังทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน, 19.2% ต้องการให้หน่วยงานกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดสอบ, 13.4% ต้องการใช้ระบบดิจิทัลบันทึกคะแนนทุกขั้นตอนและตรวจสอบย้อนหลังได้, 9.9% ต้องการให้เปิดเผยคะแนนและข้อมูลการสอบแก่ผู้เข้าสอบ, 7.9% ต้องการให้หน่วยงานอิสระสุ่มตรวจข้อสอบและผลคะแนน, 5.0% ต้องการให้กรรมการและผู้จัดสอบเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.7% ต้องการเพิ่มช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และ 4.9% ระบุว่า ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนอาจไม่ได้มองปัญหาการทุจริตในการสอบว่าเกิดจากช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองว่าเกิดจากการขาดความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องและการบังคับใช้กฎที่ไม่เข้มแข็งเพียงพอ การให้ความสำคัญกับการลงโทษทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน ยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมองการทุจริตเป็นกระบวนการที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ใช่การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อประเด็นที่ควรเร่งสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นในระบบสอบราชการ”
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ประชาชนยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของระบบราชการ โดยมองว่าความผิดปกติในการสอบไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้เข้าสอบเท่านั้น แต่ยังสามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการโดยรวมได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการเร่งตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง การกำหนดแนวทางจัดการเพื่อคุ้มครองผู้เข้าสอบสุจริต การลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด และการปรับปรุงระบบสอบให้มีความเป็นกลาง โปร่งใส ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน




