กสม.แถลง 3 ประเด็นสำคัญ ย้ำฟาร์มไก่เชียงใหม่ต้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็น ชี้เก็บดีเอ็นเอเด็กยะลาละเมิดสิทธิ แนะลบข้อมูล จี้รัฐทบทวนยุบเลิกธนาคารที่ดิน เร่งแก้เหลื่อมล้ำ คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงข่าวใน 3 ประเด็นได้แก่ ปัญหาฟาร์มไก่ส่งกลิ่นเหม็นนานกว่า 10 ปีในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลาเก็บดีเอ็นเอเด็กที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก และข้อเสนอให้รัฐบาลทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินพร้อมปรับปรุงกลไกแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ.
ฟาร์มไก่สันป่าตอง: กลิ่นเหม็นเรื้อรังนานนับทศวรรษ แนะไม่ต่อใบอนุญาตหากแก้ไม่ได้
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับการประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 แต่กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นเหม็นให้แก่ชุมชนรอบบริเวณฟาร์ม โดยเฉพาะประชาชนในเขตหมู่ที่ 6 และ 8 ตำบลบ้านกลาง มานานกว่า 10 ปีแล้ว.
นายวสันต์กล่าวว่า แม้จะมีการร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แห่งนี้เป็นระบบปิดที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยีบำบัดป้องกันกลิ่น แต่ก็ยังคงส่งผลกระทบเรื่องกลิ่นเหม็นต่อประชาชนรอบข้าง ทำให้เชื่อได้ว่ามาตรการจัดการกลิ่นเหม็นของฟาร์มไก่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไก่มากถึง 1.8 แสนตัว และตั้งอยู่ใกล้ชุมชนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก.
กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังเทศบาลตำบลบ้านกลางให้พิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้แก่ฟาร์มไก่ หากผู้ประกอบการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นเหม็นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงให้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้สอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ และประสานหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย เช่น ศูนย์อนามัยที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขการต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ยังแนะนำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ต่อไป.
การเก็บดีเอ็นเอเด็กยะลา: ละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติ
นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยถึงอีกกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งที่ตำบลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้เชิญตัวมารดาเจ้าของบ้าน พร้อมบุตรชายอายุ 10 ปี และบุตรสาวอายุ 8 ปี ไปยังสถานีตำรวจ และได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งสามคน โดยผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเหตุผลหรือสิทธิใดๆ ให้ครอบครัวทราบ และเห็นว่าการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงขอให้ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบหรือทำลายข้อมูลดังกล่าว.
จากการพิจารณาข้อเท็จจริง กสม. เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และ 32 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และความเป็นอยู่ส่วนตัว รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้เฉพาะเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนเท่านั้น อีกทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 3 ยังกำหนดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกในการกระทำทุกประการที่เกี่ยวกับเด็ก ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 และ 131/1 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจเก็บสารพันธุกรรมได้เฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี โดยต้องได้รับความยินยอม.
กสม. พบว่าการเก็บดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับสามีของมารดาและกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่ตัวเด็กผู้เสียหายเอง จึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 131 และ 131/1 ซึ่งอนุญาตให้เก็บดีเอ็นเอจากผู้เสียหายในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงเกินสามปี เพื่อระบุตัวตนและนำผลไปใช้ในคดีของผู้เสียหายเท่านั้น และแม้จะได้รับความยินยอมจากมารดาแล้ว แต่หลักการสำคัญคือต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก ซึ่งการเก็บดีเอ็นเอเด็กเพื่อพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นนั้นไม่ถือเป็นประโยชน์สูงสุดของเด็ก.
ดังนั้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาลบหรือทำลายข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนดังกล่าว และวางแนวปฏิบัติในการดำเนินการตรวจสอบหรือเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญาอย่างเข้มงวด โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนายต้องเข้าใจถึงหลักการดังกล่าว และแจ้งสิทธิและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองอย่างครบถ้วนก่อนดำเนินการใดๆ.
ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน: หนุนคงอยู่และปรับบทบาทแก้เหลื่อมล้ำที่ดิน
ประเด็นสุดท้าย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน (บจธ.) และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ.
กสม. พบว่า บจธ. มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดยโครงการของ บจธ. ช่วยให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน แม้ว่าปัจจุบันภารกิจของ บจธ. จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา แต่ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ทั้งการจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมิน และสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน.
กสม. ชี้ว่า ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง และหากโอนถ่ายภารกิจไปยังหลายหน่วยงาน อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณได้.
กสม. จึงเห็นว่าการตัดสินใจยุบเลิก บจธ. และโอนถ่ายภารกิจจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ และขัดต่อหลักการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 52 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ยังขัดต่อแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม (พ.ศ. 2561-2565) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่มีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงที่ดินและแหล่งทุน
ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครอง ที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้ว




