News Logo
หน้าแรก
'ณัฐพงษ์' โพสต์ครบรอบ 2 ปี ปชน. ย้ำ! อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

'ณัฐพงษ์' โพสต์ครบรอบ 2 ปี ปชน. ย้ำ! อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

9 ส.ค. 2569 18:00
ผู้ชม 8 คน

'ณัฐพงษ์' โพสต์ครบรอบ 2 ปี พรรคประชาชน ย้ำแม้ชื่อพรรคเปลี่ยน แต่เจตจำนงไม่เคยเปลี่ยน ย้อนรอยบาดแผลปมรัฐธรรมนูญ 60 ชี้แม้กลุ่มรัฐประหารหมดอำนาจ แต่กลไกถูกใช้เอื้อ 'ระบอบสีน้ำเงิน' จนทำนิติรัฐสั่นคลอน พร้อมชูโจทย์ใหญ่ปีที่ 3 ป้องกันภาวะรัฐล้มเหลว ยกระดับยุทธศาสตร์รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลก เพื่อสร้างอนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของพรรคประชาชน โดยระบุว่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่ สืบเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล และส่งต่อมายังพรรคประชาชน ตนขอยืนยันว่าการทำงานในปีที่ 3 นี้ พรรคยังคงมุ่งมั่นทำงานด้วยความตั้งใจ ยึดมั่นในอุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และพร้อมทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง 

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2567 คือวันที่พรรคประชาชนถือกำเนิดขึ้น เพื่อรับไม้ต่อภารกิจและอุดมการณ์ทางการเมืองหลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการเดินทางต้องมองย้อนกลับไปถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ผ่านการทำประชามติ โดยกลไกจากการทำรัฐประหารปี 2557 ของ คสช. ได้ถูกบรรจุไว้ในกติกาสูงสุดของประเทศ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มการเมืองของผู้ทำรัฐประหารสืบทอดอำนาจได้โดยง่าย 

ต่อมาในปี 2561 พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมความหวังในการสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายที่เรียบง่ายแต่สำคัญที่สุดคือ ‘อนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’ แม้พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบ และพรรคก้าวไกลต้องสิ้นสุดการเดินทางลงในเวลาต่อมา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงแน่วแน่คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ในปี 2566 พรรคก้าวไกลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นธรรม แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งมาได้ และแม้จะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ภารกิจของก็คือการเดินหน้าต่อ ในฐานะฝ่ายค้านที่ทำงานตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมมุ่งมั่นผลักดันร่างกฎหมายสำคัญต่างๆ อย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ ในยุคที่กลุ่มผู้ทำรัฐประหารหมดอำนาจลงแล้ว กลไกต่างๆ ที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บางกลุ่มการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งส่งผลให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมต้องสั่นคลอน ทั้งยังทำให้การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม สิ่งเหล่านี้ได้นำมาสู่โจทย์ใหม่ที่ต้องร่วมกันหาทางออก การหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะรัฐล้มเหลว ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพของพรรคขึ้นมาใหม่ 

นอกเหนือจากความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศแล้ว อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งทำให้จำเป็นต้องออกแบบยุทธศาสตร์การรับมือมหาอำนาจ เพื่อสร้างข้อตกลงที่ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด 

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงโจทย์ทางการเมืองที่ต้องหาคำตอบเท่านั้น แต่เป็นคำถามที่ต้องส่งต่อไปยังประชาชนด้วยว่า วิธีการแบบใดจะทำให้ประเทศยังคงติดอยู่ที่จุดเดิม และวิธีการแบบใดจะสร้างความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ในช่วงการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2569 ตนเคยกล่าวไว้ว่า จะเปลี่ยนอนาคตให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีกว่าของประชาชน เพื่อสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าและก้าวไกลไปด้วยกัน ซึ่งความหมายยังคงตรงตัวตามนั้น แม้ชื่อพรรคจะเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายยังคงเหมือนเดิม

“ในปีที่ 3 ผม และพรรคประชาชน จะยังคงทำงานด้วยความมุ่งมั่น ยึดถืออุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง และทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนเกิดขึ้นจริง” นายณัฐพงษ์ระบุ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พ่อเหยื่อกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไม่โทษใคร ขอให้ลูกไปมีความสุข
พ่อเหยื่อกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไม่โทษใคร ขอให้ลูกไปมีความสุข