‘พลพีร์’นำทีมเปิดปฏิบัติการ ‘บูรณาการห้วยขวาง’ ล้างทุนเทา-นอมินี-โรงแรมเถื่อน อึ้งมีโทรขอเคลียร์ แถมอ้างจ่ายเงินให้จนท.หลายหน่วยช่วยดูแล ไล่เช็กเอาผิดขรก.รับสินบน ลุยสอบเอกสารสิทธิอสังหาฯ-โฉนดที่ดิน ถ้าได้มาผิดกฎหมายเพิกถอนทันที
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “บูรณาการห้วยขวาง“ กวาดล้างเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายนอร์มินีและโรงแรมเถื่อน โดยลงพื้นที่สุ่มตรวจโรงแรมไห่หมาน โรงแรม zazz urban ร้านอาหาร yinxiang และสถานประกอบการใกล้เคียง ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ โดยมีนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต. สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และ สนธิกำลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการจัดหางาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมปฏิบัติการ ตามนโยบาย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เพื่อ“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายพลพีร์กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้ เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสจากประชาชนว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องกฎหมาย เมื่อสุ่มตรวจพบว่า สถานประกอบการและโรงแรมหลายแห่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ รวมถึงไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารอย่างถูกต้อง ยิ่งกว่านั้น เมื่อสืบค้นถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น กลับพบพฤติการณ์สุ่มเสี่ยงเป็น นอมินี โดยสัดส่วนหุ้นชาวจีนถือครอง 49% และอีก 51% เป็นชื่อของภรรยาชาวไทย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สอบปากคำภรรยาชาวไทยที่มีชื่อจดทะเบียน กลับพบว่าเจ้าตัวไม่เคยรับรู้เรื่องการชำระค่าหุ้น การเปิดบริษัท หรือการบริหารจัดการใดๆ เลย โดยมีบริษัทรับทำบัญชีและสำนักกฎหมายอยู่เบื้องหลังเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดตั้งบริษัทนอมินีบังหน้า
นายพลพีร์กล่าวว่า จากการนำคณะลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างภายในอาคารของโรงแรมเป้าหมายแรก พบความน่ากังวลด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะระบบป้องกันอัคคีภัยไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้ ทั้งบันไดหนีไฟ และทางออกฉุกเฉิน หากเกิดอัคคีภัย ผู้พักอาศัยจะไม่สามารถหนีออกจากตัวอาคารได้อย่างปลอดภัย เป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังตรวจสอบเรื่องแรงงานโดยทีมกรมการจัดหางาน ยังพบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและพบการลักลอบทำอาชีพสงวน ที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะคนไทย ถือเป็นการแย่งอาชีพคนไทย
“สิ่งที่สร้างความตกใจเป็นอย่างมาก คือระหว่างการเข้าตรวจสอบในพื้นที่ เจ้าของร้านและผู้ประกอบการพยายามโทรศัพท์เข้ามาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อ "ขอเคลียร์" และเสนอจ่ายเงินสินบนเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี โดยอ้างชื่อถึงเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่เขตห้วยขวาง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และระบุว่าพวกตนมีการจ่ายเงินดูแลเป็นงวดๆ ให้กับหลายหน่วยงานเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เฉพาะสถานที่ที่ถูกตรวจค้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้บันทึกเสียงและ footage ไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว โดยมอบหมายให้รองอธิบดีกรมการปกครองเร่งประสานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ สืบสวนขยายผลจากรายชื่อที่ถูกอ้างถึง เพื่อนำตัวเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาให้ได้”นายพลพีร์กล่าว
นายพลพีร์กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ประสานงานไปยังกรมที่ดินให้เร่งตรวจสอบกรรมสิทธิการถือครองอสังหาริมทรัพย์และโฉนดที่ดินของกลุ่มทุนเหล่านี้ทั้งหมด หากพบว่ามีการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายหรือผ่านนอมินี จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิในโฉนดที่ดินทันที
นายพลพีร์กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่จบลงแค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่จะปูพรมขยายผลไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบการทำงานไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.เปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและ ส.ส.ในพื้นที่ 2.ตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประกาศซื้อขายหรือให้บริการสถานประกอบการและโรงแรมผิดกฎหมาย และ 3.ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เนื่องจากจากการลงพื้นที่ร้านอาหาร 2 แห่งล่าสุด พบการใช้ QR Code ที่เชื่อมโยงไปสู่เว็บพนันออนไลน์ รวมถึง QR Code ในการชำระเงินค่าบริการที่ไม่ได้โอนเข้าบัญชีธนาคารในไทย ตลอดจนการใช้แอพพลิเคชันจัดส่งอาหาร (Food Delivery) ของต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกฎหมายในไทย ซึ่งจะต้องสืบสวนลึกถึงเรื่องภาษีและการจดทะเบียนต่อไป
“ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์นั้น ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อ เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้จะรายงานผลปฏิบัติการทั้งหมดต่อนายกฯโดยตรง” นายพลพีร์กล่าว
และว่า นายกฯมีนโยบายชัดเจนที่ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน และไม่เอาข้าราชการที่พัวพันกับกลุ่มทุนสีเทาอย่างแน่นอน โดยเน้นย้ำสโลแกนปฏิบัติการกับทีมงานไว้เสมอว่า "ให้ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ดังนั้น หากผลการสืบสวนขยายผลพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนต่างชาติ นอมินี บริษัททนายความ หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับสินบน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด




