ศาลอาญาคดีทุจริตฯ แจงผลงานครบรอบ 10 ปี สะสางคดีคอร์รัปชันกว่า 1.3 หมื่นคดี จากทั้งหมด 2.1 หมื่นคดี เสริมแกร่งระบบไต่สวน ยืนหยัดหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกเอกสารข่าวแจกกรณีนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงผลงานการทำหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในปี 2559 จนถึงเดือนเมษายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ ได้รับคดีเข้าสู่การพิจารณารวมทั้งสิ้น 21,781 คดี โดยได้พิจารณาแล้วเสร็จไปแล้วถึง 13,181 คดี และยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 8,600 คดี ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2559 โดยมีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเปิดทำการเป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายไปสู่ศาลภาค 1-9 รวมเป็น 10 แห่งในปัจจุบัน ศาลแห่งนี้มีภารกิจหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต การใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น คดีฟอกเงิน การเรียกรับสินบน การจงใจไม่ยื่นหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และคดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ อย่างไรก็ตาม คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลเยาวชนและครอบครัว จะไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้ โดยผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้เสียหายสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีเองได้
ในส่วนของข้อหาฟ้องสูงสุดในรอบ 10 ปีนั้น สำหรับคดีแพ่งได้แก่ คำร้องขอให้ยึดทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติและร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ขณะที่ข้อหาทางอาญา ได้แก่ ข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157, เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์เป็นของตนตาม ป.อ. มาตรา 147, เจ้าพนักงานใช้ตำแหน่งโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 151, ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ด้านนายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวเสริมว่า การก่อตั้งศาลนี้เมื่อปี 2559 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา สู่ "ระบบไต่สวน" อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้ผู้พิพากษามีอำนาจเชิงรุกในการแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย ระบบนี้ยังมาพร้อมมาตรการจัดการกับผู้หลบหนีอย่างเข้มงวด เช่น การไม่นับระยะเวลาหลบหนีเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และการสืบพยานลับหลังผู้ที่หลบหนี ซึ่งช่วยให้คดีคอร์รัปชันที่ซับซ้อนคลี่คลายได้เร็วขึ้น และลดช่องว่างไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้เทคนิคทางกฎหมายประวิงเวลาได้อีกต่อไป
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยังได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ผ่านการตัดสินคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ อาทิ คดีทุจริตในโครงการรัฐขนาดใหญ่ คดีเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน คดีเลี่ยงภาษี คดีพระสังฆาธิการกระทำความผิด และคดีรุกป่าของนักการเมือง การลงโทษอย่างเด็ดขาดนี้ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อสังคมว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
นอกจากภารกิจในการปราบปรามการทุจริตแล้ว ศาลยังมุ่งมั่นยกระดับหลักประกันสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของประชาชนด้วยการเป็นกลไกหลักในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ รวมถึงกรณีผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารด้วย ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงโครงสร้างที่ยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลยังได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและคู่ความอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพเพื่อสืบพยาน, การใช้กำไล EM ติดตามตัวผู้ต้องหา/จำเลย, ระบบติดตามสถานะคดีตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบสืบค้นคำพิพากษาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหมายจับกับหน่วยงานราชการเพื่อป้องกันการจับกุมซ้ำซ้อน
นายธนรัตน์ย้ำทิ้งท้ายว่า “ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นในการอำนวยความยุติธรรม ยืนหยัดบนหลักนิติธรรม ความเป็นอิสระของตุลาการ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนควบคู่กับการสร้างบรรทัดฐานสำคัญในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันเป็นรากฐานของสังคมที่โปร่งใส เป็นธรรม และน่าเชื่อถือ”




