News Logo
หน้าแรก
นักกฎหมาย-อาจารย์นิติฯ ร่อนจดหมาย จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาฟัน 'คดีฮั้ว สว.'

นักกฎหมาย-อาจารย์นิติฯ ร่อนจดหมาย จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาฟัน 'คดีฮั้ว สว.'

16 ส.ค. 2569 13:52
ผู้ชม 57 คน

กลุ่มนักกฎหมายและคณาจารย์นิติศาสตร์ ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้อง กกต. มีมติส่งคำร้องคดีฮั้วเลือก สว. ให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส หลังพบการยื้อเวลาถึง 2 ปี และมีการตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาตีตกข้อกล่าวหาที่ชุดก่อนหน้าที่เคยสรุปสั่งฟ้อง 229 คน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์นิติศาสตร์ ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่อาจเข้าข่ายไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุว่ากระบวนการตรวจสอบของ กกต. สร้างข้อกังขาให้แก่สังคม ทั้งในมิติของความล่าช้าในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาและการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมาดำเนินการ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ลงนามจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงและเปิดเผยพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนทั้งหมดต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใส 

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า นับตั้งแต่การประกาศผลการสรรหา สว. ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ได้มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความชอบด้วยกฎหมายของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการตามที่มีการนำเสนอต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ภาคประชาชนและผู้ที่เห็นว่าตนเองเสียหายจากการทุจริตในการสรรหา สว. ได้ร้องเรียนและเรียกร้องให้ กกต. ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทำการไต่สวนและดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้การสรรหา สว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  

การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในการสรรหา สว. ของ กกต. ได้สร้างความกังขาให้กับสังคมด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ ได้แก่ ประการที่ 1.ความล่าช้าในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาพิพากษาสังคมมีคำถามต่อการปฏิบัติงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงใช้เวลาไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานยาวนานกว่า 2 ปี แต่ก็ยังไม่ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ มาตรฐานทางกฎหมายที่ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 กำหนดเพียงให้ ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม’ กกต. ก็มีหน้าที่ต้องยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นแล้ว

จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก หลักฐาน ‘การฮั้ว สว.’ น่าจะเกินข้อเรียกร้องทางกฎหมายที่เรียกร้องเพียงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ไปมากแล้ว รวมทั้งเป็นไปได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏแก่ กกต. จะมากกว่าที่ปรากฏต่อประชาชนทั่วไป จึงมีคำถามว่าทำไม กกต. ยังคงดึงเรื่องไว้เป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งการดำเนินการที่ล่าช้าของ กกต. สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองและอำนาจอธิปไตยของประเทศ การทำงานที่ล่าช้าส่งผลให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  สามารถใช้อำนาจอธิปไตยในการตรากฎหมาย และแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรที่สำคัญของรัฐจำนวนมาก (รวมถึง กกต. บางส่วน) หากท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินออกมาว่า สว. จำนวนมากเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นก็หมายความว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยถูกปกครองโดยกฎหมายและองค์กรอิสระที่มาจากผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือที่ในทางกฎหมายอาญาเรียกว่า ‘อาชญากร’ ความเสียหายเช่นนี้ กกต. จะรับผิดชอบอย่างไร สุภาษิตกฎหมายที่ว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ ความอยุติธรรม ต้องปรับใช้กับ กกต. เช่นเดียวกับที่ปรับใช้กับองค์กรตุลาการ

ประการที่ 2. ความไม่โปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีข้อสงสัยในกระบวนการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กกต. ที่ขาดความโปร่งใสไม่ตรงไปตรงมา กล่าวคือ คดีทุจริต สว. นั้น ในช่วงแรกมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาชุดหนึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่มาจาก กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26) โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานและบุคคลอย่างละเอียดและได้ข้อสรุปว่าน่าจะมีการทุจริตในการสรรหา สว. จึงมีความเห็นไปยัง กกต. ให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 229 คน ซึ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 138 คน และผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ สว. อีก 91 คน ต่อศาลฎีกาตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2568 หรือประมาณหนึ่งปีหลังการรับรองผลการสรรหา สว.

อย่างไรก็ตาม แทนที่ กกต. จะพิจารณาพยานหลักฐานจำนวนมากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นำเสนอ และหากเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้ทำหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกระบวนพิจารณาของศาล แต่ กกต. กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งและทำการพิจารณาพยานหลักฐานซ้ำอีกครั้ง ต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติที่แตกต่างอย่างมากกับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยมีมติว่าผู้ถูกร้องเรียนไม่มีมูลความผิดแต่อย่างใด

กระบวนการที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดและให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาไต่สวนเรื่องเดียวกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการไต่สวน อันทำให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยว่าการตั้งกรรมการชุดที่สองขึ้นมาตรวจสอบซ้ำมีเหตุผลความจำเป็นอะไร และเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่

จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงมีข้อเรียกร้องไปยัง กกต. ดังนี้  1. ขอให้ กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาและพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตการสรรหา สว. ครั้งที่ผ่านมาตามที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณาพิพากษาให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ตัดผู้ถูกกล่าวหาคนใดคนหนึ่งออกไปก่อนที่ศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนไต่สวน

2. ขอให้ กกต. ชี้แจงต่อสาธารณะพร้อมแสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการสืบสวน สอบสวน และมีมติเกี่ยวกับคดีการทุจริตการเลือกตั้ง สว. ครั้งที่ผ่านมา ว่าวางอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและกระบวนการดำเนินการอย่างไร เหตุใดจึงใช้เวลายาวนานกว่าสองปีกว่าก็ยังไม่ได้ข้อสรุปในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา อันส่งผลให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จากการที่ต้องยอมให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนชาวไทยออกกฎหมายและแต่งตั้งบุคคลากรในศาลและองค์กรอิสระอีกจำนวนมาก

ในจดหมายย้ำด้วยว่า กกต. เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่มีหน้าที่ต้องกระทำการตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง มิใช่กระทำการเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย’ ประกอบกับมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของ ประชาชนโดยรวม

“พวกเราขอเรียกร้องให้ กกต. ต้องทำหน้าที่ให้สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคำขวัญซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงาน หาก กกต. ไม่ใช้อำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ย่อมเป็นการบิดเบือนอำนาจอธิปไตยของประชาชนและเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และต้องมีความรับผิดทางกฎหมายและทางสังคมต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง” จดหมายระบุ 

777024032_3653640751449940_4857759470731020451_n

-1-

776253061_3131591697040522_5505612769312252194_n

-2-

774119355_1601562708047141_1820145468458457741_n

-3-

รายชื่อนักวิชาการ ทนายความ นักกฎหมาย

1. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2. ขรรค์เพชร ชายทวีป คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

3. เขมชาติ ตนบุญ อาจารย์

4. คอรีเยาะ มานุแช ทนายความ

5. จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ

6. เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความ

7. ชำนาญ จันทร์เรือง ข้าราชการบำนาญด้านกฎหมาย

8. กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย

9. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10. ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

11. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

12. ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

13. ณัฐดนัย นาจันทร์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

14. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

15. ตามพงศ์ ชอบอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

16. ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

17. นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

18. นันทัชพร ศรีจันทร์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ

19. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

20. เนติพงษ์ พรหมโคตร นักกฎหมาย

21. วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)

22. ธีรยุทธ ปักษา อาจารย์ คณะนิติศาสตร์

23. พุฒิพันธุ์ อภิไชยาวาทย์ นักกฎหมาย

24. สมชาย หอมลออ ทนายความ NSP Legal Office

25. สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่

26. สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

27. นิฐิณี ทองแท้ คณะนิติศาสตร์

28. ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ

29. ปารณ บุญช่วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

30. พลอยแก้ว โปราณานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

31. พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

32. พิชามญชุ์ ทรัพย์ไพบูลย์ นักกฎหมาย

33. ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

34. ภูภัชร พัฒนธารธาดา นักกฎหมาย

35. มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

36. เมษปิติ พูลสวัสดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

37. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)

38. ยูฮานี เจ๊ะกา นักกฎหมาย

39. วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

40. ศรัณย์ จงรักษ์ นักวิชาการอิสระ

41. ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

42. ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

43. ศุภกร ชมศิริ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์

44. ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

45. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

46. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

47. สิริไพลิน สิงห์อินทร์ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

48. สิริลักษณ์ บุตรศรีทัศน์ ทนายความ HRLA

49. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

50. สุรชัย ตรงงาม ทนายความ

51. สุรพี โพธิสาราช คณะนิติศาสตร์

52. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ

53. อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.ไซเบอร์ รวบ 9 สมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ รับจ้างถอนเงินเทาคาห้างดัง
ตร.ไซเบอร์ รวบ 9 สมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ รับจ้างถอนเงินเทาคาห้างดัง