ศาลธัญบุรีพิพากษาคดีแก๊งสแกมเมอร์ จำคุก 4 ปี 3 ผู้ต้องหาข้อหาฟอกเงินหลอกแม่ "อัยการดาว" แต่ยกฟ้องฉ้อโกงประชาชน-องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าของโรงปุ๋ย-ผู้บริหารรอดทุกข้อหา ชี้หลักฐานไม่พอ โจทก์ร่วมเตรียมยื่นอุทธรณ์ เชื่อคดียังไม่สิ้นสุด
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีได้อ่านคำพิพากษาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนางบุญครอง นิปวณิชย์ มารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ "อัยการดาว" โดยมีคำสั่ง จำคุก 4 ปี แก่จำเลย 3 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่ง ยกฟ้อง จำเลยกลุ่มดังกล่าวในข้อหาฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อั้งยี่ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ศาลยังได้ยกฟ้องจำเลยที่เกี่ยวข้องกับโรงงานปุ๋ยและพวกอีก 2 ราย ในทุกข้อหาโดยให้ประโยชน์แห่งความสงสัย
คดีนี้เป็นคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สวมรอยเป็นนักธุรกิจต่างชาติ โดยใช้ชื่อปลอมว่า "นายแฮรี่ ชาร์ด" นักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความสนิทสนมเชิงชู้สาวกับนางบุญครอง ก่อนจะหลอกลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการต่างๆ หลายสิบครั้ง อ้างว่าพัสดุจากต่างประเทศติดค้างที่สนามบิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 700,000 บาท การสืบสวนเชิงลึกพบว่าเงินที่ถูกหลอกลวงได้ถูกโอนกระจายเข้าสู่กลุ่มจำเลยผ่านเส้นทางการเงินและการแปรสภาพสินทรัพย์ โดยเป็นคดีนอกราชอาณาจักรที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีเอง
ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด พบว่า น.ส.อัญชลี (จำเลยที่ 1) น.ส.เวียงสวรรค์ (จำเลยที่ 2 ชาวลาว) และนายธนกร (จำเลยที่ 5) มีพฤติการณ์เปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินที่ผิดปกติวิสัย และมีการนำเงินดังกล่าวไปซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี (USDT) บนแพลตฟอร์ม Binance เพื่อแปรสภาพและซุกซ่อนแหล่งที่มาที่แท้จริงของเงิน ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ศาลจึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามรายนี้เป็นเวลา 4 ปี
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อหาฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อั้งยี่ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลได้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์สามารถสืบไปได้เพียงเส้นทางการเงินและการแปรสภาพเงิน แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยเหล่านี้เป็นผู้สร้างโปรไฟล์ปลอมหรือผู้พิมพ์ข้อความอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยตรง อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัว วางโครงสร้างองค์กร หรือมีสายการบังคับบัญชาเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยในข้อหาเหล่านี้
สำหรับจำเลยที่ 3 (บริษัท เอ็น.เอ็ม.ที. 1999 จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปุ๋ย) จำเลยที่ 4 (นายสุพงษ์ ผู้บริหารโรงงานปุ๋ย) และนายธนพนธ์ (จำเลยที่ 6) ศาลเห็นว่าแม้จะมีเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชี แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกลุ่มนี้มีส่วนรู้เห็น หรือมีเจตนาร่วมทุจริตกับกลุ่มคนร้ายคอลเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น หรือมีเจตนาฟอกเงิน การรับโอนเงินของธุรกิจโรงงานปุ๋ยที่มีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเป็นการตั้งใจร่วมมือฟอกเงินกับกลุ่มคนร้าย ดังนั้น ศาลจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยกลุ่มนี้ทั้งหมด
ภายหลังคำพิพากษา นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความและบุตรชายของนางบุญครอง ในฐานะโจทก์ร่วม ได้แสดงความเคารพต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ โดยเฉพาะกรณีที่ น.ส.อัญชลีและนายธนพล ซึ่งเป็นผู้รับเงินโดยตรงจากผู้เสียหาย ไม่ถูกตัดสินในข้อหาดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกค่าชดเชยเงินที่ยังไม่ได้รับคืนได้ตามกฎหมาย เขากล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีที่น่าเห็นใจ และหวังว่าอัยการสูงสุดจะได้นำคดีเสนอต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป เนื่องจากเชื่อว่าคดียังไม่ถึงที่สุดและแนวคำพิพากษาในหลายข้อหายังแตกต่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเชื่อว่าฝ่ายจำเลยที่ถูกลงโทษจำคุกก็จะยื่นอุทธรณ์เช่นกัน










