พระปกเกล้าโพล เผยประชาชนต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยความคืบหน้าคดี ขณะที่ กกต. ได้คะแนนความเชื่อมั่นน้อยที่สุด สังคมกังขาเรื่องความเป็นกลาง การถูกแทรกแซงทางการเมือง
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต. โดยได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยผลสำรวจชี้ว่า โจทย์ใหญ่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญคือ การทำให้ประชาชนมองเห็นว่ากระบวนการทำงานมีเหตุผลใช้มาตรฐานเดียวกัน เป็นอิสระ เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ กกต. ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของคำวินิจฉัย การสื่อสารแบบ 2 ทาง และการรายงานผลการจัดการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินการทำงานได้จากข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง
ทั้งนี้ เมื่อถามประชาชนว่า ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday) ผลสำรวจระบุว่า
32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด
18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย
15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ
7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย
5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน
1.5% ไม่มีความเห็น
จากผลสำรวจพบว่า 51% ต้องการทราบทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลประกอบการตัดสิน สะท้อนว่าคนกว่าครึ่งให้ความสำคัญกับการติดตามคดีและความเข้าใจในเหตุผล มากกว่าการรับรู้เพียงผลการตัดสิน ดังนั้น จึงควรมีการอธิบายเหตุผลด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนรับทราบและสามารถตรวจสอบได้
เมื่อถามประชาชนว่าประชาชนเชื่อมั่นการทำงานขององค์กรใดมากที่สุด ผลสำรวจระบุว่า
31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด
27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช.
6.6% คตง.สตง.
6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน
3.8% กกต. น้อยที่สุด
ทั้งนี้ ข้อมูลรายภูมิภาคระบุว่าความเชื่อมั่นต่อ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)
อย่างไรก็ตาม แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น
นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุด้วยว่า ในด้านประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. มีความโดดเด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์ที่สำคัญ โดย 23.7% ประเมินระดับ ‘มาก-มากที่สุด’ ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด ขณะที่รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาระดับการประเมิน ‘น้อย–น้อยที่สุด’ พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม
อย่างไรก็ตาม ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ ‘มาก–มากที่สุด’ ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ ‘น้อย–น้อยที่สุด’ เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผลการสำรวจ KPI Poll เรื่อง ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง




