‘ทวี’ ชี้ผู้สมัคร สว. ได้คะแนน 0 อาจถูกจ้างลงคะแนนตามโพย เข้าข่ายทุจริต มิใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมจี้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) โดยระบุว่า แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะชี้แจงเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรา 96 (4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลบังคับใช้แล้ว และไม่นำมาใช้กับการเลือก สว. ปี 2567 แต่ประเด็นที่เรียกร้อง ไม่ใช่การนำเกณฑ์ผู้ได้ศูนย์คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบมาสั่งให้เลือกใหม่โดยอัตโนมัติ แต่ กกต. ต้องไม่สับสนและตัดพฤติการณ์เรื่องผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2568 ซึ่งได้รับฟังผลการสืบสวนและร่วมพิจารณามติรับคดีฟอกเงินที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินกว่า 300 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างผู้สมัครและการจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอ 5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท จนถึงระดับประเทศ 40,000-100,000 บาท รวมทั้งคำให้การเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน
ดังนั้น ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่คือมีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘ผู้สมัครพลีชีพ’ ในบริบทนี้ หมายถึงผู้ที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น หากเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107
ทั้งนี้ ‘การไม่ได้รับคะแนนเลย’ กับ ‘การไม่เลือกตนเอง’ เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจ้าง การจัดหาผู้สมัคร และการสมยอมอื่นอย่างเชื่อมโยง ซึ่งตามเอกสารความเป็นมา พ.ร.ป. เล่ม 2 ในส่วน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หน้า 297–300 ได้แสดงบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ไม่ได้รับคะแนนเลือกเลยและข้อสันนิษฐานเรื่องการสมยอมในบทเฉพาะกาล ส่วนหน้า 190 กล่าวถึงข้อเสนอห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้สมัคร โดยอธิบายว่าเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและเป็นการฮั้วกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 96 (4) จะนำมาใช้กับการเลือก สว. ปี 2567 โดยตรงไม่ได้ แต่พฤติการณ์ผู้ไม่เลือกตนเองเกินร้อยละสิบใน 12 กลุ่มอาชีพ ยังต้องนำมาพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น ได้แก่ การกรอกหมายเลขรอบเช้าครบ 10 ช่องตรงกันทุกตำแหน่งโดยไม่สลับลำดับในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ เฉลี่ยกลุ่มละ 15-20 ใบ และการลงคะแนนรอบบ่ายแบบเลือกไขว้ ซึ่งแบ่งเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม โดยพบการกรอกหมายเลขใน 5 ช่องตรงกันตามลำดับ จนผู้ได้คะแนนลำดับที่ 1-6 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 60 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7-10 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน แบบแผนดังกล่าวต้องตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับโพย คำให้การ และการจ่ายเงินอย่างไร
นอกจากนี้ ยังปรากฏความผิดปกติของจำนวนผู้สมัครและความกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือก โดย 13 จังหวัดซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษ มีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 14,915 คน และมีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ถึง 78 คน ได้แก่ บุรีรัมย์ 14 คน พระนครศรีอยุธยา 7 คน สุรินทร์ 7 คน อ่างทอง 6 คน สงขลา 6 คน สตูล 6 คน อำนาจเจริญ 5 คน นครศรีธรรมราช 5 คน เลย 5 คน ศรีสะเกษ 5 คน อุทัยธานี 5 คน สุราษฎร์ธานี 4 คน และนครนายก 3 คน
ขณะที่อีก 13 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ตาก นราธิวาส เพชรบูรณ์ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร สระแก้ว อุดรธานี และอุตรดิตถ์ มีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษเช่นกัน แต่มีผู้สมัครระดับอำเภอรวมเพียง 5,162 คน น้อยกว่า 13 จังหวัดแรกถึง 2.89 เท่า และไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. แม้แต่คนเดียว
พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่า ความแตกต่างระหว่างจังหวัดเพียงอย่างเดียวยังไม่อาจยืนยันการทุจริตได้ เพราะ สว. มาจากกลุ่มอาชีพ มิใช่ผู้แทนจังหวัดโดยตรง แต่ความกระจุกตัวดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่ กกต. ต้องนำไปตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจัดหาผู้สมัคร เส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ โพยหรือชุดหมายเลข ตลอดจนแบบแผนทางคณิตศาสตร์และสถิติของผลคะแนน
พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า หลักฐานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วน และเมื่อพิจารณาแล้ว ข้อสังสัยดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้ กกต. ต้องตอบว่า หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนถึงเกณฑ์ ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ นอกจากนี้ ภายหลังประกาศผลการเลือกแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดเกณฑ์ไว้เพียง ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ ไม่ใช่ให้ กกต. ยกระดับมาตรฐานเป็นการพิสูจน์ความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยเช่นเดียวกับการพิพากษาคดีอาญา
“กกต. มีอำนาจประเมินหลักฐาน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิแทนศาลฎีกาในกระบวนการนี้ เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องได้ต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยเพื่อการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม” พ.ต.อ.ทวีระบุ

-1-




