News Logo
หน้าแรก
กสม.แนะแก้ไขกฎการร้องทุกข์ หลังผู้ต้องขังร้องถูกจนท.ขู่ให้ถอนเรื่อง

กสม.แนะแก้ไขกฎการร้องทุกข์ หลังผู้ต้องขังร้องถูกจนท.ขู่ให้ถอนเรื่อง

4 ก.ย. 2569 12:41
ผู้ชม 8 คน

กสม.แนะแก้ไขกฎกระทรวงการร้องทุกข์ หลังผู้ต้องขังร้องเรียนถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำข่มขู่ให้ถอนเรื่อง-หากสมัครใจถอนคำร้องให้มีพยานที่ไว้ใจลงนามร่วม เพื่อยืนยันเป็นไปโดยสมัครใจ

สำนักข่าว Next News รายงาน่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ต้องขังรายหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กล่าวอ้างว่า ตนเป็นพยานในคดีที่ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำกลางบางขวาง ทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังอื่นจนได้รับบาดเจ็บ โดยที่ผ่านมาเมื่อเดือนมกราคม 2566 อดีตเจ้าหน้าที่พยาบาลเรือนจำกลางบางขวางรายหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้เรียกผู้ร้องไปพบเพื่อสอบถามอาการป่วย และได้พูดข่มขู่ให้ผู้ร้องกลับคำให้การในคดีที่ผู้ร้องเป็นพยาน โดยให้อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่อื่นบังคับ หากไม่กลับคำให้การจะวางยาพิษและไม่ให้การรักษาพยาบาล ส่วนผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ได้เรียกผู้ร้องไปแก้ไขคำร้องทุกข์ พูดข่มขู่ ต่อรอง และยื่นข้อเสนอทำให้หวาดกลัว จนผู้ร้องต้องยินยอมถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ได้สมัครใจ ทั้งผู้ถูกร้องที่ 2 ยังระงับไม่ให้ผู้ร้องส่งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำไปยังหน่วยงานภายนอก จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบคำร้องดังกล่าวและปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องอ้างว่าได้นำเหตุการณ์ที่ตนถูกข่มขู่ให้กลับคำให้การไปเล่าให้เจ้าหน้าที่เรือนจำรายหนึ่งฟัง แต่เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่
รายดังกล่าวกลับไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพยานอีกรายก็ไม่ยืนยันว่ามีการข่มขู่หรือไม่ ประกอบกับอดีตเจ้าหน้าที่พยาบาลเรือนจำฯ ผู้ถูกร้องที่ 1 ลาออกจากราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถติดต่อเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงได้ ในชั้นนี้จึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ข่มขู่ผู้ร้องเพื่อให้กลับคำให้การ

ส่วนประเด็นร้องเรียนว่าผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ผู้ถูกร้องที่ 2 ระงับการส่งเรื่องร้องเรียนของผู้ร้องต่อหน่วยงานภายนอก ปรากฏว่า ผู้ร้องเขียนคำร้องทุกข์ไปหน่วยงานภายนอก 7 ฉบับ ผู้ถูกร้องที่ 2
ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องเรียกผู้ร้องและเจ้าพนักงานเรือนจำมาพูดคุยเพื่อแก้ไขเยียวยาทำความเข้าใจ ถ้าผู้ร้องเข้าใจก็เขียนยกเลิกคำร้องได้ตามกฎกระทรวงการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 แต่ถ้าไม่เข้าใจ หรือประสงค์จะร้องเรียนต่อก็ต้องส่งไปตามระบบ

โดยปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เรียกผู้ร้องไปพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน ซึ่งผู้ร้องสมัครใจถอนคำร้องทุกข์ และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ข่มขู่ กดดัน บังคับ เพื่อให้ระงับการส่งเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอก ประกอบกับเหตุของการร้องทุกข์ของผู้ร้องได้รับการเยียวยาแก้ไขแล้ว โดยเรือนจำได้ประสานและนำผู้ร้องออกไปรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ในชั้นนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องด้วยการระงับการส่งเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอก

อย่างไรก็ตาม กสม. มีความเห็นว่า หากผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องทุกข์ตามกฎกระทรวงแล้ว ก็ควรให้มีบุคคลที่ผู้ต้องขังให้ความไว้วางใจ เช่น ญาติ ทนายความ ผู้ต้องขังอื่น หรือเจ้าพนักงานเรือนจำ ลงนามเป็นพยาน เพื่อยืนยันว่าการถอนคำร้องเป็นไปโดยสมัครใจ ปราศจากการข่มขู่ บีบบังคับ หรือการแทรกแซงจากผู้ใด ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 5 ของกฎกระทรวงว่าด้วยการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 หรือกำหนดระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติกรณีผู้ต้องขังสมัครใจถอนคำร้องทุกข์หรือเรื่องราวใด ๆ จะต้องมีบุคคลที่ผู้ต้องขังให้ความไว้วางใจ ลงนามเป็นพยาน เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังและให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กสม.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมชัย' เปิดเอกสารอนุวินิจฉัยฯ 36 ชี้ ตัดตอนไม่ให้ถึงฝ่ายการเมือง!
'สมชัย' เปิดเอกสารอนุวินิจฉัยฯ 36 ชี้ ตัดตอนไม่ให้ถึงฝ่ายการเมือง!