บช.ก.เบิกตัว “อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์” พร้อมหญิงสาวคนสนิท ส่งศาลฝากขังผัดแรก! คดีเบียดบังเงินวัดค้านประกันหวั่นหลบหนี มูลค่าความเสียหายทะลุ 200 ล้านบาท ยันอดีตเจ้าอาวาสผิดพระธรรมวินัย เสพเมถุนกับสีกา ยึดทรัพย์รวมกว่า 215 ล. เตือนพุทธศาสนิกชนตรวจสอบบัญชีบริจาค
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ช่วงบ่าย ที่ศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองปราบปราม ได้เบิกตัว นายอลิโชติ ทันประเสริฐ อายุ 66 ปี หรืออดีตพระวชิรญาณ (อดีโชติ) หรือพระวชิรญาณ (อดีโชติ ธมฺมวโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 29/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย.69 ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ/ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน"
พร้อมกันนี้ ได้เบิกตัว น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 30/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย.69 ในข้อหา "สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ, สนับสนุยเจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ/ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน" เพื่อนำตัวไปส่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 เพื่อฝากขังผัดแรก เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังดำเนินการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ
ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสอง เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนี หรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี ซึ่งคดีนี้มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาท โดยนายอลิโชติและน.ส.ปุณยวีร์มีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างเนืองแน่น
ในวันเดียวกันนี้ ตำรวจสอบสวนกลางได้แถลงข่าวการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสคนดัง โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประสงค์ไม่ออกนาม แจ้งพฤติกรรมไม่เหมาะสมของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ ที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ จากการสืบสวนพบว่าอดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) มีพฤติกรรมเสพเมถุนกับ น.ส.ปุณยวีร์จริง ซึ่งถือเป็นการอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัย
ทำให้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.69 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและจับกุม และร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ปกครอง ดำเนินการให้อดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) ลาสิกขาพ้นจากสมณเพศทันที
จากการสืบสวนขยายผลด้านการเงินของวัด พบว่า อดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) ได้รับเงินบริจาคในนามวัด แต่ไม่ได้นำเงินเข้าบัญชีของวัด กลับมีการออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดให้ผู้เช่าบูชาวัตถุมงคล โดยมีหลักฐานการรับโอนเงินและออกใบอนุโมทนาบัตรหลายรายการ รวมยอดเงินกว่า 100 ล้านบาทเศษ ซึ่งเงินบริจาคเหล่านั้นไม่ได้เข้าบัญชีของวัดแต่อย่างใด
นอกจากนี้ การตรวจสอบธุรกรรมการเงินของ น.ส.ปุณยวีร์ พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ไม่มีรายได้ประจำ ได้แก่ บ้านทาวน์เฮาส์ 2 หลัง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท, รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และเงินฝากธนาคารกว่า 5 ล้านบาท โดยอำพรางการถือครองด้วยการใส่ชื่อบุตรสาว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าเป็นการสมคบกันฟอกเงินกับอดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) ทำให้วัดพุทไธศวรรย์ได้รับความเสียหาย
พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับ และตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ทั้งใน จ.พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, กรุงเทพฯ และ จ.บุรีรัมย์
ผลการตรวจยึดทรัพย์สินของกลาง พบว่า นายอลิโชติ (อดีตพระวชิรญาณ) มีเงินฝากในบัญชีกว่า 290 ล้านบาท, เงินสดจำนวน 138,308,986 บาท, ทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาททองคำ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 205,204,733 บาท
ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ ตรวจยึดเงินสดจำนวน 3,873,614 บาท, ทองคำน้ำหนักประมาณ 90 บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 10,025,114 บาท นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่ดินและบัญชี 10 รายการ อาทิ โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ, สมุดบัญชี 7 เล่ม, สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ และเอกสารอื่นๆ อีก 18 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ประมาณ 215,229,847 บาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้แจ้งเตือนพุทธศาสนิกชนให้ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนโอนเงินร่วมทำบุญหรือบริจาคให้กับวัดใดๆ ว่าโอนเข้าบัญชีธนาคารในนามวัดที่ลงทะเบียนรับบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรเท่านั้น หากพบการเชิญชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพระภิกษุ หรือบัญชีบุคคล/มูลนิธิอื่นใดแทนบัญชีวัด แม้จะมีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้ก็ตาม ขอให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพราะเงินบริจาคที่ตั้งใจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยไม่รู้ตัว และหากผู้ใดเคยบริจาคเงินให้กับวัดพุทไธศวรรย์ผ่านบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาสหรือบัญชีมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง และประสงค์ให้ข้อมูลประกอบสำนวนคดี สามารถติดต่อตำรวจสอบสวนกลางได้ตลอดเวลา














