News Logo
หน้าแรก
สวนดุสิตโพลชี้ 'ปัญหาเศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.' ปัจจัยหลักจุดชนวนม็อบลงถนน

สวนดุสิตโพลชี้ 'ปัญหาเศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.' ปัจจัยหลักจุดชนวนม็อบลงถนน

13 ก.ย. 2569 13:04
ผู้ชม 23 คน

สวดุสิตโพลเผยผลสำรวจพบ 'ปัญหาเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ' และ 'คดีฮั้ว สว.' เป็นปัจจัยหลักที่อาจนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง แต่เสียงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40 สะท้อนว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะกังวลว่าการลงถนนจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้’ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,149 คน โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. 2569) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองคือ ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ รวมถึงคดีทางการเมืองอย่างการทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (คดีฮั้ว สว.)

ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า ประชาชน ร้อยละ 44.65 ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามในรายละเอียด รองลงมาร้อยละ 30.02 ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกร้อยละ 17.15 ระบุว่า ไม่ค่อยสนใจ ส่วนอีกร้อยละ 8.18 ระบุว่า ไม่สนใจ ทั้งนี้ ประชาชนมองว่าปัจจัยที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองคือปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (ร้อยละ 69.54) รองลงมาคือคดีฮั้ว สว. (ร้อยละ 68.76) 

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 41.86 มองว่า การชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ขณะที่ร้อยละ 24.98% มองว่า การชุมนุมจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 18.71 มองว่า ไม่น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น 

เมื่อถามว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ ประชาชนร้อยละ 40.56 ระบุว่า ยังไม่เหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 35.6 มองว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนร้อยละ 23.84 ระบุว่าไม่แน่ใจ

808240195_122222415392500486_2135966384337812880_n

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้’ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,149 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. 2569

ด้าน น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ขณะที่ทางด้าน นายยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่าความสงบนิ่ง โดยผลสำรวจพบว่า คนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียงร้อยละ 30.02 และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียงร้อยละ 35.60 ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพ ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ไปขบคิด มิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวันๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้ เพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy) ของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้ และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บางจากยันไม่พบรอยรั่วท่อส่งน้ำมันถ.เชื้อเพลิง เร่งหาต้นตอปนเปื้อน
บางจากยันไม่พบรอยรั่วท่อส่งน้ำมันถ.เชื้อเพลิง เร่งหาต้นตอปนเปื้อน