ผู้ว่าฯ ชัชชาติ พร้อมคณะบริหาร กทม. แถลงภาพรวมน้ำท่วม ชี้ฝนเริ่มเบาลงแต่ยังต้องเร่งสูบน้ำออกจากคลองสายหลัก เผยมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 3.2 แสนครัวเรือน โดยเฉพาะลาดกระบัง-บางกะปิ-คันนายาว พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงย้ายไป รพ. แล้ว 1,500 ราย
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชนว่า สถานการณ์ฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มผ่อนคลายลงเนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนออกจากพื้นที่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณฝนลดความรุนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีฝนตกเป็นระยะจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยเมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ได้แก่ เขตหนองจอกประมาณ 62 มิลลิเมตร เขตลาดกระบังประมาณ 55 มิลลิเมตร และเขตมีนบุรีประมาณ 52 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเติมในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่เดิม
นายชัชชาติ ระบุว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญคือเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลัก เพื่อให้สามารถดึงน้ำจากถนนและชุมชนออกมาได้เร็วขึ้น โดยหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่คลองประเวศบุรีรมย์ คลองลาดพร้าว และคลองสายหลักบางแห่งยังมีระดับน้ำสูง เนื่องจากต้องรองรับน้ำจากพื้นที่กว้าง รวมถึงน้ำจากพื้นที่ต่อเนื่องด้านนอกกรุงเทพฯ จึงต้องเดินเครื่องสูบน้ำและบริหารประตูระบายน้ำอย่างเต็มกำลัง
ขณะที่ทางด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรี และพื้นที่ต่อเนื่อง กทม. ยังคงเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มช่องทางการระบาย ขณะที่คลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์จะเร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ โดยมีการใช้เครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์สนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดระดับน้ำให้เร็วที่สุด สำหรับการเดินทางในวันนี้ หลายเส้นทางเริ่มดีขึ้น โดยถนนเพชรบุรีบางช่วงสามารถทยอยเปิดการสัญจรได้ ส่วนถนนวิภาวดีรังสิตสามารถเดินทางได้มากขึ้น แต่ยังมีบางจุดที่ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยขอให้ประชาชนตรวจสอบสภาพเส้นทางก่อนออกเดินทาง
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการฯ ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มสถานการณ์มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งระดับน้อยและมากประมาณ 329,000 ครัวเรือน หรือราว 700,000 คน โดยพื้นที่ที่มีน้ำท่วมลึกและมีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ได้แก่ เขตลาดกระบังประมาณ 30,000-40,000 คน เขตบางกะปิประมาณ 20,000 คน และเขตคันนายาวประมาณ 30,000-40,000 คน ขณะที่เขตสะพานสูง สวนหลวง และหลักสี่ยังมีประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมและชุมชนริมคลองได้รับผลกระทบ โดยหลักสี่มีประมาณ 10,000 คน ภารกิจสำคัญที่สุดในขณะนี้ นอกจากการเร่งระบายน้ำแล้ว คือการดูแลประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนที่ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม หรือไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้
โดยในขณะนี้ กทม. ได้นำผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ต้องได้รับการดูแลออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครแล้วประมาณ 1,500 คน พร้อมจัดทีมติดตามข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ควบคู่กับช่องทางรับแจ้งเหตุ โดยกรณีที่พบประชาชนร้องขอความช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดีย เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบพิกัดและประสานทีมเข้าให้ความช่วยเหลือทันที ประชาชนที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินหรือผู้ป่วยติดเตียงสามารถติดต่อสายด่วน 1669 เพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือแจ้งขอความช่วยเหลือทั่วไปผ่านสายด่วน 1555 ของกรุงเทพมหานคร
สำหรับประชาชนและภาคเอกชนที่ประสงค์จะร่วมสนับสนุนผู้ประสบภัย ขณะนี้ กทม. ยังมีความต้องการถุงยังชีพ อาหารพร้อมรับประทาน น้ำดื่ม รถยกสูง เรือท้องแบนขนาดเล็กที่สามารถเข้าตามตรอกซอกซอย และรถครัวสนาม โดยสามารถประสานเข้ามาเพื่อจัดสรรสิ่งของและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการเร่งด่วนได้ที่ โทร. 02-248-5115 หรือสายด่วน 1555
น.ส.ทวิดา กล่าวด้วยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ กทม. จะร่วมกับหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำแนวทางและขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือและการเยียวยาให้ประชาชนสามารถดำเนินการได้ง่ายที่สุด พร้อมจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป




