สส.สมชาติ พรรคประชาชน หอบเอกสารเข้าพบ DSI ให้ปากคำชี้แจงข้อมูลในฐานะพยาน ปมตั้งบริษัทกว่า 30 แห่งร่วมกับต่างชาติถือครองอสังหาฯที่ภูเก็ตมูลค่ากว่า 100 ล้าน ถูกตั้งข้อสงสัยเป็นนอมินี หลังเลื่อนหมายเรียกพยานมา 3 ครั้ง
สำนักข่า Next News รายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ หรือ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน(ปชน.) เดินทางมาติดต่อเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง DSI พร้อมนำแฟ้มเอกสารมาชี้แจงข้อมูลกรณีปรากฏชื่อเป็นกรรมการในบริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ หลังเลื่อนหมายเรียกมา 3 ครั้ง
ทั้งนี้ นายสมชาติ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว และกางเกงสแล็คสีดำ มีใบหน้าเรียบเฉย เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงการเดินทางเข้าพบพนักงานสืบสวน แต่นายสมชาติ ขออนุญาตไม่ตอบคำถามเพราะยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล ขอเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อน จากนั้นจึงได้ทำการแลกบัตรกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่พนักงานสืบสวนจะลงมารับตัวเพื่อขึ้นไปสอบถามข้อมูลยังห้องกองคดีความมั่นคง ชั้น 9
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ดีเอสไอ โดยกองคดีความมั่นคง ออกหมายเรียกนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบสวนปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยระบุถึงพฤติการณ์ของนายสมชาติ ว่ามีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังพบว่านายสมชาติ จดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูล ยังระบุด้วยว่า นายสมชาติ ถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงินทุนเกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว แม้ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี เพราะกฎหมายที่ดินไม่ได้ดูที่การประกอบธุรกิจ แต่มุ่งดูที่เจตนาการถือครองที่ดิน




