‘ศุภจี’ลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้า CP All ย้ำสต็อกเพียงพอ จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ ตั้ง‘วอร์รูม’ เร่งกระจายให้ทั่วถึง ลั่นเอาผิดฉวยโอกาสขึ้นราคา อธิบดีกรมการค้าภายในขอเอกชนลดส่งออกไข่ไก่ 30-50% แก้ปัญหาราคาแพง
สำนักข่าว Next News รายงายว่าเมือ่วันที่ 3 ตุลาคม 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์สินค้าและการกระจายสินค้า ณ ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า แม้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย แต่ระบบการผลิตและกระจายสินค้ายังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับกรมการค้าภายในติดตามสต็อกสินค้าและการเปิดให้บริการของห้างค้าปลีกค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง
นางศุภจีกล่าวว่า ศูนย์กระจายสินค้า CP All แห่งนี้เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 2,800 สาขา จากเครือข่ายร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศกว่า 16,500 สาขา จากการตรวจสอบพบว่าสต๊อกสินค้ายังมีเพียงพอ และบริษัทมีระบบติดตามสต็อกและสถานการณ์ของแต่ละสาขา เพื่อปรับการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันได้เพิ่มจุดสต็อกย่อยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 44 จุด เพื่อให้สามารถเติมสินค้าเข้าสู่สาขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้มีสาขาที่ต้องปิดให้บริการจากสถานการณ์น้ำท่วม 210 สาขา ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูและกลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว 120 สาขา เหลือสาขาที่ปิดให้บริการ 90 สาขา ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและพนักงานเป็นอันดับแรก
นางศุภจีกล่าวว่า การติดตามสถานการณ์ไม่ได้จำกัดเฉพาะศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ โดยกรมการค้าภายในได้ติดตามศูนย์กระจายสินค้าและผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสต๊อกและระบบกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สำหรับพื้นที่ที่น้ำเริ่มลดลง ได้ประสานให้ผู้ประกอบการเตรียมสินค้าไว้ในสาขาใกล้เคียง เพื่อเติมสินค้าได้ทันที ขณะที่พื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูง ผู้ประกอบการเตรียมสต็อกเพิ่มเติมและจะทยอยเปิดให้บริการเมื่อมีความพร้อม
นางศุภจีกล่าวว่า ด้านการบริหารจัดการในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ใช้กลไก Single Command รวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ทั่วประเทศผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละจุด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การสนับสนุนด้านการขนส่ง ล่าสุดได้ประสานนำถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุดไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินงานจะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น
“นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้จัดตั้ง War Room โดยมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ประสานผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว”นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งบริหารจัดการให้สินค้าจำเป็นกระจายเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับกรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบราคาสินค้า หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นสต็อกเดิม ให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามราคาอาหารสำเร็จรูป ศูนย์อาหาร ตลาดสด และร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการช่วยเหลือและงบประมาณเพื่อเยียวยาประชาชนหลังสถานการณ์น้ำลด ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน ที่พักอาศัย และสถานประกอบการ รวมถึงเตรียมโครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้แนวทาง “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนหลังสถานการณ์คลี่คลาย ขอฝากถึงพี่น้องประชาชน หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ขอให้แจ้งมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบว่าขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือฉวยโอกาสจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงสถานการณ์ไข่ไก่ว่า จากการติดตามร่วมกับฟาร์มผู้ผลิต พบว่าน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อฟาร์มบางแห่ง แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยกรมการค้าภายในประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกันบริหารผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 12 ล้านฟองต่อวัน
“กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดการส่งออกไข่ไก่ 30–50% หรือเลื่อนการส่งออกไป 2–3 สัปดาห์ พร้อมจัดส่งแผนการส่งออกช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กรมฯ ติดตามและบริหารปริมาณไข่ไก่ในประเทศอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงอีก 3–5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่และเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาด พร้อมกำชับฟาร์มผู้ผลิตให้จัดสรรไข่ไก่ผ่านช่องทางการค้าและคู่ค้าตามปกติ โดยเฉพาะห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อให้มีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและป้องกันการฉวยโอกาสในการปรับราคา”นายวัฒนศักดิ์กล่าว




