'อภิสิทธิ์' มองย้อนไทย 30 ปี เศรษฐกิจไทยโตแผ่วสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม เตือนติดกับดักรายได้ปานกลางสูง หากไม่ปฏิรูปการแข่งขัน-ผูกขาด-ทุจริต แนะก้าวพ้นประชานิยม สร้างระบบสวัสดิการ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานงานเสวนา 30 ปี ไทยโพสต์ เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย ว่า พัฒนาการของประเทศไทยตลอด 3 ทศวรรษและจุดเริ่มต้นของไทยโพสต์เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ หลังจากก่อนหน้านั้นประเทศประสบความสำเร็จในการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ปัญหาที่ปรากฏบนผิวน้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมอยู่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือความไม่สมดุลและความไม่ยั่งยืนของการพัฒนาทั้งเรื่องการกระจายรายได้ การใช้ทรัพยากรตลอดจนรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้มุ่งสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะที่จำเป็นต่อการรองรับอนาคต จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ไปจนถึงโควิด-19 รวมถึงปัญหาจากภัยธรรมชาติเป็นระยะ โดยทุกครั้งประเทศไทยสามารถปรับตัวและฟื้นตัวกลับมาได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เศรษฐกิจไทยไม่เคยกลับไปเติบโตในระดับเดิมอีกเลย และอัตราการเติบโตลดลงต่อเนื่อง
“เมื่อก่อนเรายังมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะโต 7% เป็นอย่างน้อย แต่วันนี้เรามาถึงยุคที่โต 2% ก็ดีใจแล้ว ขณะที่ปัญหาที่สะสมมาก็ยังสะสมต่อเนื่อง”
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์มองว่า การบอกว่าประเทศไทยไม่มีอะไรดีขึ้นหรือประสบความล้มเหลวทั้งหมดก็ไม่ถูกต้อง เพราะไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน โดยเฉพาะหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ระบบการเงินมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงภาคการเมืองที่แม้จะมีปัญหา แต่ก็มีความพยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ
ไทยยังมีจุดแข็ง ดึงดูดลงทุน
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า แม้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือและตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศจะสะท้อนภาพที่ดีขึ้น โดยปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติมองคือ เสถียรภาพทางการเมืองในช่วงปีนี้เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อน ซึ่งถูกมองว่ารัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น อย่างกรณี Data Center เมื่อ 2 ปีก่อนประเทศไทยยังถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถดึงดูดการลงทุน Data Center ได้ ขณะที่นักลงทุนเคยระบุว่าปัญหาสำคัญคือประเทศไทยไม่มีพลังงานสะอาดเพียงพอรองรับการลงทุน
ขณะที่ การที่บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนว่าไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของไทยในภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนแต่สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรและเสียอะไรจากการลงทุนเหล่านี้
เตือนรายได้ปานกลางสูงมา 30 ปี
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่สุดคือประเทศไทยยังไม่สามารถยกระดับตัวเองจากประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper-middle income) ไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ สถานะดังกล่าวแทบไม่ได้ขยับไปไหน และธนาคารโลกประเมินว่าหากประเทศไทยยังดำเนินไปในรูปแบบเดิม อาจต้องใช้เวลาอีกถึง 30 ปีกว่าจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ไม่ถูกพูดถึงมากพอคือ การทุจริตคอร์รัปชัน และโครงสร้างธุรกิจของไทยที่ยังมีลักษณะผูกขาด โดยธุรกิจที่เข้มแข็งและอยู่รอดจำนวนหนึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ต้องดิ้นรนให้เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อแข่งขัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดที่ต้องการให้ภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มองว่าภาคเอกชนที่เป็นกองหน้ามีความเข้มแข็งอยู่แล้วอาจไม่ได้มีความจำเป็นในการกระโดดไปสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ หากการ “Stabilize” หมายถึงการรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้คงเดิม ประเทศไทยก็อาจติดอยู่กับดักเดิมที่เป็นรากเหง้าของปัญหา และไม่สามารถสร้างการเติบโตใหม่ได้ หากต้องการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูว่าทำไมความหวังเรื่องการปฏิรูปการเมืองเมื่อ 30 ปีก่อนจึงยังไม่สามารถทำให้ประเทศหลุดพ้นจากวัฏจักรของอำนาจนิยมและการทุจริตคอร์รัปชันได้
ขณะเดียวกัน โจทย์ในวันนี้ยากกว่าเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะในอดีตกระแสโลกสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันประชาธิปไตยกำลังเผชิญแรงต้านจากทั่วโลก ด้านเศรษฐกิจ หากโครงสร้างประเทศยังไม่สามารถก้าวพ้นการผูกขาดได้ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้จะยังเป็นปัญหา โดย ประสิทธิภาพ การยกระดับทักษะ และการส่งเสริมนวัตกรรม จำเป็นต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการแข่งขัน
แนะก้าวพ้นประชานิยม สู่สวัสดิการ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับความท้าทายในอนาคต ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เข้ามากระทบชีวิตมนุษย์แทบทุกมิติ ดังนั้น ประเทศจำเป็นต้องสร้างหลักประกันความมั่นคงขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนในรูปแบบของ ระบบสวัสดิการ โดยต้องก้าวพ้นจากการใช้นโยบายประชานิยมไปสู่การสร้างระบบสวัสดิการที่มีความยั่งยืน เพื่อรองรับผลกระทบจากการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทั้งนี้ การแข่งขันย่อมทำให้เกิดทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ดังนั้น นอกเหนือจากการสร้างเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันและมีประสิทธิภาพแล้ว ประเทศไทยต้องมีระบบสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนมีหลักประกันและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้




