News Logo
หน้าแรก
'อภิสิทธิ์-สุริยะใส-ธนาธร' ชี้ไทยติดหล่มการเมือง ต้องสร้างฉันทามติใหม่

'อภิสิทธิ์-สุริยะใส-ธนาธร' ชี้ไทยติดหล่มการเมือง ต้องสร้างฉันทามติใหม่

5 ต.ค. 2569 21:00
ผู้ชม 28 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'อภิสิทธิ์-สุริยะใส-ธนาธรง' ถอดบทเรียน 30 ปีการเมืองไทย ความขัดแย้งและกติกาที่ทุกฝ่ายไม่ยอมรับฉุดประเทศวนในวงจรเดิม อภิสิทธิ์แนะคืนอำนาจให้ประชาชน ธนาธรชี้ 20 ปีสูญหายหลังรัฐประหาร 2549 ส่วนสุริยะใสชวนวางอดีต สร้างฉันทามติทั้งใน-นอกสภา เปิดทางประเทศเดินหน้าร่วมกัน

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รศ.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมบทวนปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และความขัดแย้งตลอดหลายทศวรรษ พร้อมเสนอทางออกที่มีจุดร่วมสำคัญคือ การสร้างกติกาและฉันทามติที่ประชาชนและฝ่ายต่างๆ ในสังคมยอมรับร่วมกันภายในงานไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 เวทีเสวนาหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย”

“อภิสิทธิ์” ชี้ รธน.60 ลดอำนาจประชาชน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมของประเทศไทยมาจากโครงสร้างทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการหลุดพ้นจากสภาพความเสื่อมถอยของศักยภาพประเทศ ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงมาตั้งแต่ช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี และจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถขยับขึ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง ขณะที่ประเทศอื่นซึ่งเคยตามหลังกำลังไล่ตามและแซงหน้า

ในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญคือโครงสร้างธุรกิจกึ่งผูกขาดซึ่งไม่สร้างแรงผลักดันให้เกิดการแข่งขันและการยกระดับประสิทธิภาพ หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังก้าวไม่พ้นการผูกขาด ทั้งการเติบโตและการกระจายรายได้ก็จะมีปัญหา เพราะการเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพต้องมาพร้อมการแข่งขัน ขณะเดียวกันเมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีหลักประกันให้กับผู้แพ้ จึงต้องก้าวจากนโยบายประชานิยมไปสู่ระบบสวัสดิการ

นายอภิสิทธิ์เห็นว่า ประเทศไทยมีโจทย์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรื้อกฎกติกาทางธุรกิจให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การลงทุนในคนและปรับระบบการศึกษาโดยไม่จำกัดเฉพาะเด็กและนักศึกษา แต่รวมถึงคนวัยทำงาน และการแก้โครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ลดทอนอำนาจของนักการเมืองเท่ากับลดทอนอำนาจของประชาชน เพราะนักการเมืองยังมีอำนาจไม่น้อย แต่กลไกที่ประชาชนสามารถใช้ตรวจสอบกลับลดลง ดังนั้น หากประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน จำเป็นต้องหาฉันทามติร่วมกัน โดยไม่ควรเอานักการเมืองเป็นตัวตั้ง

“ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ตัวแทนของประชาชนสามารถผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ขณะเดียวกันต้องถูกกำกับด้วยธรรมาภิบาล จุดตั้งต้นจึงควรเป็นการให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของประเทศ คนที่ใช้อำนาจต้องมาจากประชาชน แต่ผู้ที่มาจากประชาชนก็ต้องถูกจำกัดขอบเขตไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด

“สุริยะใส” ชวนวางอดีต หาฉันทามติ

นายสุริยะใสกล่าวทบทวนประสบการณ์การเมืองภาคประชาชนตลอดกว่า 30 ปีว่า หลังปี 2549 การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนจากฐานปัญหาของประชาชนและปากท้อง ไปสู่ความขัดแย้งเรื่องอำนาจและความหมายของประชาธิปไตยที่แต่ละฝ่ายนิยามแตกต่างกัน จนเกิดสภาพการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการแพ้ และต้องมีฝ่ายแพ้กับฝ่ายชนะ

ความขัดแย้งดังกล่าวฝังลึกเข้าไปในสังคม และแม้เวลาผ่านมาหลายปี อารมณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังหลงเหลืออยู่ ขณะที่บริบทใหม่ทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ประเด็นความมั่นคงกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

รศ.สุริยะใสเห็นว่า โจทย์คือจะทำอย่างไรให้วาระการปฏิรูปสามารถเดินคู่ไปกับกระแสความมั่นคง และทำอย่างไรให้เกิดแนวร่วมทั้งในและนอกสภาเพื่อผลักดันรัฐบาลให้ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการปฏิรูปได้

สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ รศ.สุริยะใสเห็นว่า ภายใต้บริบทปัจจุบัน การแก้ไขเป็นรายมาตรามีความเป็นไปได้มากกว่า และสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ขณะเดียวกันเตือนว่า หากประเทศไทยเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา

นายสุริยะใสกล่าวว่า ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การพูดถึง “ฉันทามติ” เป็นเรื่องยาก แต่สถานการณ์รอบนี้อาจมีโอกาสมากขึ้น เพราะภูมิทัศน์ของการเมืองแบบแบ่งสีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนที่เคยอยู่คนละฝ่ายและผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานเริ่มกลับมาพูดคุยกันถึงอนาคตประเทศ

โดยยกตัวอย่างการพบปะของคนจากหลายสีหลายกลุ่มที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง ซึ่งกลับมานั่งพูดคุยกันเรื่องกฎหมายสร้างเสริมสันติสุข ทั้งที่บางคนไม่ได้พบกันมานานหลายสิบปี สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ แม้การต่อสู้ในอดีตจะยาก มีผู้คนติดคุกและได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่การพาประเทศเดินไปข้างหน้าอาจเป็นโจทย์ที่ยากกว่าเดิม

“ปัญหาที่ผ่านมาคิดว่ายากแล้ว มวลชนสู้กันมาติดคุกติดตาราง แต่รู้สึกว่าไปข้างหน้ายากกว่า ว่าจะไปยังไงประเทศไทย อารมณ์ของคนที่ผ่านการต่อสู้มันอึ้งอยู่ในอก มันไม่มีทางไป แต่ทุกคนอยากไป ต้องสรุปบทเรียน ต้องวางกันลงบ้าง”

สัญญาณดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บ้านเมืองขยับไปข้างหน้าได้ โดยวาระที่สามารถสร้างพื้นที่ร่วมกันได้ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ การตรวจสอบและยับยั้งการผูกขาด รวมถึงการรักษากลไกที่เกิดจากการต่อสู้ของภาคประชาชน

ในประเด็นไทยพีบีเอส นายระบุว่า หากมีปัญหาด้านการบริหารหรือความไม่โปร่งใสก็สามารถตรวจสอบได้ แต่หากไปถึงขั้นยุบถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะสื่อสาธารณะเป็นผลผลิตจากการต่อสู้ของภาคประชาชน เช่นเดียวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สสส. และกลไกอื่นที่เกิดขึ้นจากการผลักดันของประชาชน เสนอว่า การสร้างฉันทามติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการปลดล็อกระบบในรัฐสภา แต่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเมืองนอกสภาด้วย และควรสร้างกระบวนการหรือแคมเปญต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี เพื่อสร้างฉันทามติทั้งในและนอกสภา

ทั้งนี้ สังคมไทยต้องก้าวข้ามวาทกรรมที่เป็นปัญหาทางการเมือง 3 เรื่อง ได้แก่ การผูกขาดความรักชาติ การเมืองแบบธุรกิจการเมืองผูกขาด และการผูกขาดอนาคต เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่มีประสบการณ์ ความคิด และจุดยืนแตกต่างกันสามารถกลับมาร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศได้

“ธนาธร” ชี้ 20 ปีสูญหาย

นายธนาธรกล่าวว่า หากมองย้อนหลัง 30 ปี ช่วง 10 ปีแรกเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความพยายามปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความก้าวหน้าหลายด้าน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “2 ทศวรรษที่สูญหาย”

ตลอด 20 ปี ประเทศไทยใช้เวลาไปกับการหาทางออกทางการเมืองที่วนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2549-2568 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ได้เพียงพอ

นายธนาธรกล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ การชุมนุมใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไม่มีเวลาหรือสมาธิพอสำหรับการวางนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องเป็นสิบปี

นายธนาธรกล่าวว่า การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่กลับฉุดรั้งสังคมไทย ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ต้องยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น

ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ ประเทศไทยไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกเตือนมาตั้งแต่ต้นว่าเป็น “ระเบิดเวลา” และปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทย์นี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นายธนาธรกล่าวว่า หากจะวางกติกาหรือเขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน ครั้งนี้ต้องทำให้แตกต่างจากอดีต โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุย ไม่เฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี ระบบราชการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้แต่ละฝ่ายนำความต้องการและความจำเป็นของตนมาวางบนโต๊ะ และหาข้อตกลงที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

นายธนาธรยอมรับว่า มีทั้งนักการเมืองที่ดีและนักการเมืองที่ทุจริต แต่การสรุปว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหาประเทศทั้งหมด เป็นวิธีคิดที่นำกลับไปสู่การแก้ปัญหาแบบเดิม คือดึงอำนาจออกจากผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถ่ายโอนไปให้องค์กรที่ประชาชนตรวจสอบได้ยาก

สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ หากการแก้ไขทั้งฉบับยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อาจต้องเดินหน้าแก้เป็นรายมาตรา แต่เป้าหมายสำคัญกว่าคือการสร้างฉันทามติและข้อตกลงที่ทำให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้

นายธนาธรกล่าวว่า นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้ หากรัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
การเมืองไทย

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศุภัช'แจ้งนัดประชุม กสทช.เดือนต.ค.-พ.ย.ให้เลขาธิการฯเข้าร่วมทุกครั้ง
'ศุภัช'แจ้งนัดประชุม กสทช.เดือนต.ค.-พ.ย.ให้เลขาธิการฯเข้าร่วมทุกครั้ง