ปส.เผยเขตวางแผนฉุกเฉินโรงไฟฟ้า SMR ต้องประเมินเป็นรายกรณี ทั้งเทคโนโลยี แหล่งเกิดกัมมันตรังสี พื้นที่ ผลกระทบทางรังสี ย้ำต้องยึดความปลอดภัยประชาชน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เปิดเผยถึงแนวทางกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ว่า ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทยและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยเฉพาะการกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone: EPZ) พร้อมระบุ แม้ SMR จะมีศักยภาพในการใช้พื้นที่วางแผนฉุกเฉินขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกเทคโนโลยี และต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ประเด็นที่ ปส. ให้ความสำคัญ คือ การกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉิน หรือ EPZ ว่าสามารถปรับลดขนาดจากมาตรฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด โดยต้องอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด โดยปส. ได้นำข้อเสนอแนะจากรายงาน Technical Basis for the Emergency Planning Zone for Small Modular Reactors (IAEA-TECDOC-2134) ซึ่ง IAEA เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางกำกับดูแลของไทย
สำหรับโครงสร้างเขตวางแผนฉุกเฉินตามหลักการกำกับดูแล แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ Precautionary Action Zone (PAZ) ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินมาตรการป้องกันล่วงหน้า เช่น การอพยพทันที เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากรังสีในระดับรุนแรงเฉียบพลัน และ Urgent Protective Action Planning Zone (UPZ) ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับมาตรการป้องกันเร่งด่วน เช่น การหลบภัยในอาคาร การรับประทานยาไอโอดีน หรือการอพยพตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับปริมาณรังสีเกินเกณฑ์ความปลอดภัยที่กำหนด
นพ.รุ่งเรือง ระบุว่า ผลการศึกษาของ IAEA ชี้ว่า SMR มีศักยภาพที่จะใช้ระยะวางแผนฉุกเฉินที่สั้นกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบ LWR ซึ่งมีระยะอ้างอิงประมาณ 15–30 กิโลเมตร โดยบางกรณีศึกษาพบว่าระยะวางแผนฉุกเฉินอาจอยู่เพียงไม่กี่ร้อยเมตร หรือจำกัดอยู่ภายในรั้วของโรงไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ปส. ยืนยันว่า การลดขนาดเขตฉุกเฉินไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปเหมารวมสำหรับ SMR ทุกประเภท โดยการอนุมัติขนาดพื้นที่ฉุกเฉินจะพิจารณาเป็นรายกรณี ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเสนอผลการวิเคราะห์อันตราย ความเสี่ยง และผลกระทบทางรังสีอย่างเป็นระบบ
ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา ประกอบด้วย เทคโนโลยีของเตาปฏิกรณ์ ทั้งชนิดเชื้อเพลิง สารหล่อเย็น ระบบกักกัน และประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ รวมถึง Source Term หรือการคำนวณปริมาณและองค์ประกอบของสารกัมมันตรังสีสูงสุดที่อาจเล็ดลอดออกสู่สิ่งแวดล้อมในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
นอกจากนี้ ต้องพิจารณา สภาพแวดล้อมของพื้นที่ตั้ง ทั้งข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ภูมิประเทศ และลักษณะประชากรศาสตร์ของพื้นที่ในประเทศไทย รวมถึงต้องเป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสีตามกฎหมายและข้อบังคับของ ปส. และมาตรฐานสากล
กำหนด EPZ ต้องผ่าน 5 ขั้นตอน
ปส. กำหนดให้การประเมินเพื่อกำหนดเขตฉุกเฉินต้องดำเนินการตามกระบวนการวิศวกรรมความปลอดภัย ไม่ใช่พิจารณาจากการคำนวณระยะทางเพียงอย่างเดียว โดยต้องครอบคลุม 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1. Hazard Assessment and EPC Determination ประเมินอันตรายจากเหตุการณ์ฉุกเฉินทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เช่น แผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมระบุระดับความพร้อมด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน หรือ EPC
2. Accident Scenario & Source Term จำลองสถานการณ์อุบัติเหตุวิกฤตและประเมินปริมาณสารกัมมันตรังสีที่อาจปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
3. Atmospheric Dispersion ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของไทยย้อนหลังหลายปี เพื่อประเมินการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีในช่วงเวลาต่าง ๆ ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกฤดูกาล
4. Dose Assessment คำนวณปริมาณรังสีที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบอาจได้รับ และเปรียบเทียบกับขีดจำกัดความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
5. EPZ Determination สรุปความจำเป็นและขนาดของเขตวางแผนฉุกเฉิน พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการตอบสนองที่สามารถดำเนินการได้จริงร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานระดับชาติ
จับตา SMR หลายโมดูล ตั้งร่วมโรงงานอุตสาหกรรม
สำหรับการพิจารณาอนุญาตในประเทศไทย ปส. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกรณีการติดตั้ง SMR แบบหลายโมดูล หรือ Multi-module ในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงการสร้าง SMR ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตไฮโดรเจนและโรงงานปิโตรเคมี
กรณีดังกล่าว ผู้ประกอบการจะต้องประเมินผลกระทบข้ามระบบ หรือ Cross-impact assessment จากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงจากระบบหนึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอีกระบบ
ปส. ยังย้ำว่า แม้ผลการคำนวณทางวิศวกรรมจะระบุว่าเขตวางแผนฉุกเฉินมีขนาดเล็กมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะได้รับการยกเว้นจากการเตรียมความพร้อมนอกพื้นที่โรงไฟฟ้า เพราะตราบใดที่ SMR ยังคงมีวัสดุนิวเคลียร์ การจัดทำแผนฉุกเฉินร่วมกับชุมชนและหน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบความปลอดภัย
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของ ปส. ไม่ใช่การอนุมัติให้มีเขตฉุกเฉินที่เล็กที่สุดเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการจัดตั้งโครงการ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่ามาตรการทุกขั้นตอนมีความรัดกุมเพียงพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง




