โฆษกรัฐบาล ตั้งข้อสังเกต สสส. เงินค้างบัญชีและนำไปบริหารผ่าน บลจ. รวม 400 ล้านบาท ชี้ พ.ร.บ. ไร้อำนาจลงทุนตลาดหุ้น อาจซ้ำรอยไทยพีบีเอส แถมเสี่ยงนำเงินไปอุดหนุนธุรกิจทำลายสุขภาพ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานการเงินและงบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปีงบประมาณ 2567 โดยพบว่ามียอดเงินคงค้างบัญชีและเงินลงทุนรวมประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีเงินราว 400 ล้านบาทถูกนำไปบริหารไว้ที่บริษัทจัดการหลักทรัพย์ (บลจ.)
นายเอกภพ ระบุว่า สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือเหตุใดจึงต้องนำเงิน 1,700 ล้านบาทไปกองไว้ โดยมีการอ้างว่า สสส. ยังไม่ได้อนุมัติโครงการ และการจ่ายเงินเป็นการจ่ายตามงวด แต่นายเอกภพได้ตั้งคำถามต่อไปว่า การนำเงินไปลงทุนผ่าน บลจ. นั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้ง สสส. ไม่ได้มีบทบัญญัติให้อำนาจนำเงินกองทุนไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ เช่นเดียวกับบรรทัดฐานกรณีของไทยพีบีเอสที่เคยถูกตีความว่ามีความผิด จากการซื้อหุ้นซีพีเอฟในตลาดหลักทรัพย์
นายเอกภพ ระบุต่อว่า หากยกตัวอย่าง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของสำนักงานประกันสังคมในกฎหมายจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้อำนาจลงทุนและต้องมีคณะกรรมการการลงทุน ซึ่งการลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูล แต่สำหรับ สสส. เมื่อกฎหมายไม่ได้เขียนรองรับไว้ คณะกรรมการการลงทุนจึงกลายเป็นบอร์ดบริหาร ซึ่งอาจเป็นการพิจารณาโดยไม่มีอำนาจ ทั้งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ จึงเป็นจุดที่จำเป็นต้องตรวจสอบในรายละเอียดว่ามีปัญหาหรือไม่
นอกจากนี้ นายเอกภพยังได้ตั้งคำถามถึงจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการลงทุนว่า บริษัทหรือหุ้นที่ บลจ. นำเงินไปลงทุนนั้น ผ่านการคัดกรองอย่างเหมาะสมหรือไม่ และมีความย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ขององค์กร โดยนำเงินไปอุดหนุนธุรกิจที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มรสหวาน แอลกอฮอล์ หรือยาสูบหรือไม่
“เงินที่ สสส. ได้รับมานั้น สรรพสามิตเป็นผู้จัดเก็บให้ โดยส่งมอบภาษี 2% ให้ สสส. ทุกๆ 3 วัน แสดงว่าไม่มีความจำเป็นที่ สสส. ต้องกันเงินสำรองไว้ถึง 5-6 เดือน เพราะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาตลอดเวลา ดังนั้น สสส. จึงสามารถบริหารจัดการได้โดยไม่จำเป็นต้องนำเงินไปกองไว้เป็นพันล้านบาท” นายเอกภพกล่าว




