News Logo
หน้าแรก
ผู้สมัคร สว.ยื่นศาลฎีกาสอบ 'ปธ.ศาลอุทธรณ์' ปมตัดสิทธิ ปชช.ฟ้องตรง กกต.

ผู้สมัคร สว.ยื่นศาลฎีกาสอบ 'ปธ.ศาลอุทธรณ์' ปมตัดสิทธิ ปชช.ฟ้องตรง กกต.

8 ต.ค. 2569 19:25
ผู้ชม 114 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'ดิเรก' นำ 40 ผู้สมัคร สว.67 ยื่นประธานศาลฎีกา ขอทบทวนคำวินิจฉัยปิดทางประชาชนฟ้อง กกต. ตรง พร้อมชงสอบวินัยประธานศาลอุทธรณ์ เข้าข่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจ

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายดิเรก พรสีมา ผู้สมัครรับเลือกระดับประเทศ กลุ่มผู้สมัคร สว. 67 และพวกรวมทั้งสิ้น 40 คน ได้ยื่นคำร้องถึงประธานศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2569 ที่จำกัดอำนาจประชาชนในการฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาทุจริตโดยตรง รวมถึงขอพิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบทางวินัย นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมีพฤติการณ์อาจใช้อำนาจตามอำเภอใจอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สรุปความว่า คดีที่ราษฎรฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ โดยระบุให้ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนก่อน แล้วจึงส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (1) และ (3) ยังกำหนดให้คดีกล่าวหา กกต. อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 5 ที่บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไว้พิจารณาพิพากษา ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรงได้ 

อย่างไรก็ดี นายดิเรกและพวกเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการกลับบรรทัดฐานเดิม โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (ประชุมใหญ่) ได้วินิจฉัยว่า กระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระผ่าน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอัยการสูงสุด เป็นเพียงการเพิ่มช่องทางในการดำเนินคดี ไม่ใช่เป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) แต่อย่างใด 

ดังนั้น ราษฎรซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2562 ที่ได้วินิจฉัยไว้เช่นเดียวกันว่า กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา คำฟ้องที่ราษฎรเป็นโจทก์กล่าวหาว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่อาจนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (ประชุมใหญ่) และคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2562 มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 25 วรรคสาม ซึ่งรับรองไว้ชัดเจนว่า ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ สามารถนำบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นหลักในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีต่อศาลเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ 

นอกจากนี้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวหาเท่านั้น ไม่อาจนำมาตีความเชื่อมโยงกับ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 5 เพื่อตัดสิทธิการฟ้องคดีด้วยตนเองของประชาชนผู้เสียหายได้ เพราะสิทธิดังกล่าวได้รับการคุ้มครองไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ดังนั้น นายดิเรกและพวกจึงขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติทบทวนคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 12/2569 เนื่องจากคำวินิจฉัยเดิมถือเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง เนื่องจากกระบวนการเดิมบังคับให้ต้องส่งเรื่องผ่าน ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี ช่องทางดังกล่าวจึงขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและปิดกั้นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการทุจริต ส่งผลให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลจังหวัดนนทบุรีไม่สามารถพิจารณาคดีฟ้อง กกต. ต่อไปได้ 

นอกจากนี้ ขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในศาลยุติธรรม ย่อมเล็งเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ทั้งยังสร้างข้อกังขาแก่นักกฎหมาย นักวิชาการ และประชาชนโดยทั่วไปว่า มีเจตนาช่วยเหลือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน พฤติการณ์ดังกล่าวของนางมัณฑรีถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าข่ายขัดต่อประมวลจริยธรรมของข้าราชการตุลาการอย่างร้ายแรง 







แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

DSI เปิด 'ยุทธรัฐ' ผนึก 9 หน่วย ค้น 3 จุด กทม. แกะทุนเทา-นอมินี ตปท.
DSI เปิด 'ยุทธรัฐ' ผนึก 9 หน่วย ค้น 3 จุด กทม. แกะทุนเทา-นอมินี ตปท.