ราชกิจจานุเบกษา แพร่ประกาศเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 'สมเชาว์ สิทธิเชนทร์' อดีตผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ กระทำความผิดวินัยร้ายแรงหลายกรณี-ทุจริตอาหารกลางวันให้เด็กอนุบาลรับประทานขนมจีนคลุกน้ำปลา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา แพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และตริตาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่งนายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ อดีตข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ วิทยฐานะผู้อํานวยการชํานาญการพิเศษ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับพระราชทาน เนื่องจากกระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลายกรณี และมีคําสั่งให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2561 โดยคําสั่งอันถึงที่สุด และเป็นผู้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 2 (2) และ (4) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และนายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจาก รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว
ประกาศ ณ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
รองนายกรัฐมนตรี

ราชกิจจานุเบกษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับนายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุคคลสำคัญในคดีคดีทุจริตงบประมาณอาหารกลางวันเด็กอนุบาล หรือที่รู้จักกันในนาม "ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา" คดีนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2561 มีการจัดทำเอกสารปลอม และทุจริตเงินโครงการอาหารกลางวัน จนเด็กนักเรียนอนุบาลได้รับประทานอาหารที่ไม่ครบ ตามหลักโภชนาการ มีเพียงเส้นขนมจีนคลุกน้ำปลาเท่านั้น
คดีได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขอลดโทษ และพิพากษายืนจำคุก 20 ปี 60 เดือน (รวมเป็นเวลา 25 ปี) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




