News Logo
หน้าแรก
กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน จ.สงขลา-รับฟังประชาชน

กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน จ.สงขลา-รับฟังประชาชน

9 ต.ค. 2569 16:45
ผู้ชม 5 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน-คลองลำแซง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา-จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เกี่ยวกับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาจากชมรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบ้านคลองหินและกลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำคลองลำแซงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ระบุว่า กรมชลประทาน และสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 (ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2) จะดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำแซง ในพื้นที่ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ผู้ร้องเห็นว่า คลองทั้งสองสายยังมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์และประชาชนมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี หากสร้างอ่างเก็บน้ำจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งการจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้ถูกร้องยังแจ้งรายละเอียดโครงการไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลอย่างแท้จริง จึงขอให้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำแซงอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำของเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาแก้ว ผู้ถูกร้องชี้แจงว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตรและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยอ่างเก็บน้ำคลองลำขันมีความจุ 16.55 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองลำแซงมีความจุ 5.50 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและบางส่วนทับซ้อนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาและสำรวจเบื้องต้น ผู้ถูกร้องยังไม่ได้ยื่นขอใช้พื้นที่ป่า และแนวทางดำเนินการต่อไปขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนและการอนุมัติของกระทรวงหรือมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เมื่อปี 2550 กสม. เคยมีรายงานผลการตรวจสอบที่ 256/2550 เสนอแนะให้กรมชลประทานยกเลิกโครงการทั้งสองแล้ว

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 41 และมาตรา 43 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และการมีส่วนร่วมจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ขณะที่มาตรา 57 (2) กำหนดให้รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครอง และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 25 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และมติสมัชชาสหประชาชาติที่รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน

กสม. เห็นว่า พื้นที่โครงการเป็นป่าต้นน้ำที่ยังอุดมสมบูรณ์ และเป็นฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชนที่ผูกพันกับป่า โดยเฉพาะบ้านบนควน หมู่ที่ 6 ซึ่งชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าที่เคยเสื่อมโทรมจากการสัมปทานไม้จนได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ป่าชุมชนต้นแบบ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสมุนไพร เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ขณะที่ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นว่า อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งเก็บกักน้ำได้เพียงร้อยละ 21.6 ของปริมาณน้ำท่า จึงไม่มีขีดความสามารถป้องกันอุทกภัย และอาจทำให้น้ำล้นทางระบายจนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำมากขึ้น แม้ประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำที่ประสบภัยแล้งจำนวนหนึ่งจะสนับสนุนโครงการ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับคุณค่าของพื้นที่ต้นน้ำแล้ว ผลกระทบมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ และยังมีทางเลือกที่กระทบสิทธิและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ การปรับปรุงระบบชลประทานเดิมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ หรือการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ซึ่งผู้ถูกร้องในฐานะหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องเลือกวิธีที่กระทบประชาชนน้อยที่สุดตามหลักความได้สัดส่วน และต้องคำนึงถึงหลักการป้องกันไว้ก่อนทางสิ่งแวดล้อม หากดำเนินโครงการในพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าชุมชนอาจกระทบระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนได้ ไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 (2)

ในส่วนกระบวนการมีส่วนร่วม กสม. เห็นว่า แม้ผู้ถูกร้องจะจัดรับฟังความคิดเห็นหลายครั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว แต่การปฏิบัติตามเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย คือ ได้รับข้อมูลครบถ้วน ครอบคลุมทุกกลุ่ม และความเห็นต้องส่งผลต่อการตัดสินใจจริง โดยกรณีคลองลำแซง ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงเสนอให้สร้างฝายชะลอน้ำแทนอ่างเก็บน้ำมาตั้งแต่ปี 2564 - 2566 และปฏิเสธเข้าร่วมเวทีของผู้ถูกร้องในปี 2566 แต่ไม่ปรากฏว่าข้อเสนอดังกล่าวถูกนำไปศึกษาความเหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนกรณีคลองลำขัน การรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าทดแทนและความก้าวหน้าการก่อสร้าง โดยไม่เผยแพร่ข้อมูลผลกระทบเพิ่มเติมตามที่ประชาชนเรียกร้อง จึงบกพร่องด้านสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำขันและคลองลำแซงในพื้นที่ป่าต้นน้ำจึงยังไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักการป้องกันไว้ก่อน ซึ่งเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้ถูกร้องยังไม่ครบถ้วนตามหน้าที่ของรัฐ ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายตามรัฐธรรมนูญ กติกา ICCPR และกติกา ICESCR จึงรับฟังได้ว่ากรมชลประทาน และสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 ผู้ถูกร้อง มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมชลประทานและสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 ให้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่ โดยครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม คำนึงถึงสิทธิในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน และสิทธิในการมีส่วนร่วมของบุคคลและชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แล้วนำความเห็นมาประกอบการทบทวนการดำเนินโครงการในพื้นที่ตำบลเขาพระ โดยคำนึงถึงแนวทางแก้ไขที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน และสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 - 2580)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กสม.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อิ๊งค์’ย่องจ่ายภาษีรับให้200ล้านหลังใช้ตั๋วP/N4.4พันล.ซื้อหุ้นญาติ
‘อิ๊งค์’ย่องจ่ายภาษีรับให้200ล้านหลังใช้ตั๋วP/N4.4พันล.ซื้อหุ้นญาติ