‘วิโรจน์’ขอบคุณ ‘อิ๊งค์’จ่ายภาษีรับให้200ล.ชี้ผลจากศึกซักฟอกจากใช้ตั๋วP/N 4.4พันล้านชำระค่าหุ้นให้กับแม่-พี่และญาติ คาดกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรชี้เป็นการให้โดยเสน่หามากกว่าซื้อขายจริง แนะสรรพากรปิดช่องโหว่ไม่ให้คนมีอำนาจใช้เป็นช่องทางเลี่ยงภาษี
สำนักข่าว Next News รายงาน จากกรณีข่าวน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ย่องเงียบไปเสียภาษีการรับให้ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บจากทรัพย์สินซึ่งได้รับโดยเสน่หา) กว่า 200 ล้านบาทให้กับกรมสรรพากร จากที่ก่อนหน้าที่น.ส.แพทองธาร ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว P/N (Promissory Note) แบบครบกำหนดเมื่อทวงถามและไม่มีอัตราดอกเบี้ย 9 ฉบับวงเงินกว่า 4.4 พันล้านบาทเพื่อชำระค่าหุ้น 9 บริษัทให้กับ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์(มารดา) นายพานทองแท้ ชินวัตร(พี่ชาย) นางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ (พี่สาว) นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (ลุง) และนางบุษบา ดามาพงศ์ (ป้าสะใภ้) และเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในขณะนั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจน.ส.แพทองธาร โดยกล่าวหาว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง อาจเข้าข่ายการเลี่ยงภาษีการรับให้เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท และต่อมาได้ไปยื่นเรื่องต่อกรมสรรพากรเพื่อให้ขอความเห็นจากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ให้วินิจฉัยธุรกรรมการซื้อหุ้นมูลค่า 4,434.5 ล้านบาท ของน.ส. แพทองธารว่าเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยนำข่าวจากสำนักข่าว Next News มาโพสต์ พร้อมแชร์และระบุข้อความว่า “ตามที่มีข่าวว่า คุณแพทองธาร ชินวัตร ได้ชำระภาษีการรับให้กว่า 200 ล้านบาท จากกรณีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ P/N มูลค่ากว่า 4,400 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นจากบุคคลในครอบครัว หากข่าวนี้เป็นความจริง ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคมมากเลยครับ เพราะประเด็นที่ผมเคยอภิปราย และยื่นให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ไม่ใช่เรื่องการใช้ตั๋ว P/N ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินในกรณีทั่วไปนะครับ แต่เป็นการใช้ตั๋ว P/N แบบ "ไม่มีดอกเบี้ย และไม่มีกำหนดชำระ" เพื่อทำธุรกรรมซื้อขายหุ้น โดยยังไม่มีการชำระเงินจริง และไม่รู้ว่าจะชำระเงินกันเมื่อไหร่ จนอาจกลายเป็นเครื่องมืออำพรางการรับให้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีได้”
นายวิโรจน์ยังระบุว่า “ลองคิดดูนะครับ หากคนในครอบครัวต้องการยกหุ้นมูลค่าหลายพันล้านบาทให้กันตามปกติ ผู้รับย่อมมีหน้าที่เสียภาษีการรับให้ตามกฎหมาย แต่หากเปลี่ยนจากการรับให้ มาเป็นการซื้อขายหุ้นโดยออกตั๋ว P/N แทนเงินสด ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่กำหนดวันชำระที่แน่นอน และไม่มีการเรียกชำระหนี้กันจริง ก็อาจทำให้ธุรกรรมดังกล่าวดูเหมือนเป็นการซื้อขาย ทั้งที่เจตนาแท้จริงอาจเป็นการให้โดยเสน่หา หากคุณแพทองธารได้ชำระภาษีการรับให้จากธุรกรรมหุ้นชุดเดียวกันจริง ก็น่าจะสะท้อนได้ว่า ธุรกรรมที่คุณแพทองธารเคยชี้แจงว่าเป็นการซื้อขายหุ้นนั้น ได้มีการวินิจฉัยอย่างชัดเจนแล้วว่า เข้าข่ายเป็นการรับให้มากกว่า จึงเป็นเหตุให้คุณแพทองธาร ต้องชำระภาษีการรับให้ เพราะหากมีการวินิจฉัยว่าเป็นการซื้อขาย ก็จะเป็นหน้าที่ของคนในครอบครัวของคุณแพทองธาร ที่เป็นผู้รับชำระเงินค่าหุ้น เป็นผู้สำแดงรายได้ ซึ่งหากเป็นการซื้อขายกันในราคาทุน ก็จะไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลย”
“สำหรับผม เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญเพียงว่ารัฐจะเก็บภาษีกลับมาได้ 200 ล้านบาทหรือไม่ แต่สำคัญกว่านั้นคือ การปิดช่องโหว่ที่ทำให้บุคคลที่มีอำนาจ ใช้วิธีการดังกล่าวนี้ในการบริหารภาษีอย่างไม่เป็นธรรม ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ถ้าข่าวนี้เป็นจริง ผมยินดี และขอบคุณที่คุณแพทองธารชำระภาษีการรับให้ และหวังว่ากรมสรรพากรจะใช้โอกาสนี้สร้างหลักปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทุกคนครับผม”นายวิโรจน์ระบุ




