"อสส. โกวิท" กางแผน 2 ปี ปฏิรูป ล้างภาพ "ยักษ์ไร้เขี้ยว" อัยการไทย ชูโมเดล FBI ดันอำนาจเชิงรุกเต็มสูบ จ่อผลักดันกฎหมายเทียบเท่าสากล
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนที่ 21 ได้มอบนโยบายการบริหารงานประจำปีงบประมาณ 2570-2571 ให้แก่ผู้บริหารสำนักงานอัยการทั่วประเทศ โดยประกาศแผนงาน 2 ปี เพื่อล้างภาพลักษณ์อัยการที่ถูกมองว่าเป็น "ยักษ์ไร้เขี้ยว" พร้อมยกโมเดลของ FBI มาปรับใช้ โดย FBI หรือ Federal Bureau of Investigation คือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับชาติของสหรัฐอเมริกาที่มีอำนาจทั้งการสืบสวนสอบสวนและป้องกันอาชญากรรมแบบครบวงจร
อัยการสูงสุดโกวิทเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มอำนาจเชิงรุกให้กับสำนักงานอัยการ โดยเฉพาะการมอบหมายให้ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานสอบสวน นำทัพขับเคลื่อนงานสอบสวนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นายโกวิท กล่าวว่าหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ได้ตั้งภารกิจใหม่ที่จะต้องทำเพิ่มเติม เนื่องจากอัยการไทยไม่เหมือนอัยการในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่ส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานลักษณะคล้าย FBI ของตนเอง ซึ่งมีอำนาจเชิงรุกในการป้องปรามเหตุอาชญากรรม
อัยการสูงสุดยังได้เปรียบเทียบโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล โดยระบุว่าในต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรมมักจะมีหน่วยงานอย่าง FBI เป็นของตนเอง ซึ่งรวมการสืบสวนสอบสวนและป้องกันอาชญากรรมไว้ครบวงจรภายใต้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับชาติ ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดของไทยที่แยกตัวเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง กลับมีเพียงอำนาจในการฟ้องคดีและตั้งรับสำนวนจากพนักงานสอบสวนเท่านั้น ทำให้ขาดอำนาจเชิงป้องกัน
ในอดีต อัยการไทยเคยอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งสามารถประสานงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมกับตำรวจและฝ่ายปกครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อแยกตัวเป็นอิสระ บริบทดังกล่าวก็เปลี่ยนไป ทำให้เกิดข้อจำกัดทางกฎหมาย
แม้ว่าเมื่ออัยการไทยเดินทางไปปฏิบัติภารกิจหรือประชุมกับนานาชาติ มักจะถูกเข้าใจผิดว่ามีบทบาทและอำนาจเทียบเท่าอัยการสากล แต่ในความเป็นจริงแล้วโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของไทยมีความแตกต่างและมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยนายโกวิทกล่าวว่าตนเชื่อว่า แม้ปัจจุบันเราจะอยู่ในขั้นตั้งรับ แต่เมื่อเริ่มก้าวขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งได้ ก็จะสามารถก้าวต่อไปได้จนถึงขั้นที่ร้อย
อัยการสูงสุดกล่าวทิ้งท้ายว่าอย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขยายขอบเขตอำนาจเพื่อให้ทัดเทียมกับต่างประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการผลักดันทางกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ และสร้างความเข้าใจร่วมกันกับประชาชนและสังคม โดยในช่วง 2 ปีนี้ จะมุ่งเน้นการสื่อสารและผลักดันแนวคิดการพัฒนาองค์กรอัยการไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลและตอบโจทย์ความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง










