สภาฯผู้บริโภคขานรับแผนสากล สกัดภัยฉ้อโกงทางการเงิน ชี้ผู้ให้บริการต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ผลักภาระให้ผู้เสียหาย เรียกร้องตั้งกองทุนเยียวยา ลดภาระเหยื่อ เสริมกลไกป้องกัน เปิด 6 ข้อเสนอต่อยอด ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องเร่งวางแผนดำเนินการภายใน 90 วัน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุน "The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services" หรือ "พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่สามารถรับมือกับการฉ้อโกงด้วยภูมิคุ้มกัน" ซึ่งประกาศขึ้นระหว่างการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยเชื่อมั่นว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทยและทั่วโลก ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เสนอ 6 ข้อ ต่อเนื่องจากประกาศดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกมิติ
แถลงการณ์ระบุว่า Bangkok Blueprint ที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ของ IMF และ World Bank Group ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 12 ข้อพิจารณาหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างกรอบกฎหมายเชิงยุทธศาสตร์ การเสริมสร้างการบรรเทาภัยฉ้อโกง การใช้ประโยชน์จากกรอบการลดความเสี่ยง การขยายความร่วมมือทั้งภายในและระหว่างประเทศ ไปจนถึงการคุ้มครองและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค
สภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้แทนผู้บริโภคตามกฎหมาย เห็นด้วยกับหลักการที่ว่า ผู้ให้บริการและหน่วยงานทั้งระบบ ตั้งแต่แพลตฟอร์มเผยแพร่โฆษณา ช่องทางสื่อสาร ไปจนถึงสถาบันการเงิน ควรต้องร่วมรับมือกับการหลอกลวงทางดิจิทัล โดยย้ำว่าการที่ผู้รับบริการกดยืนยันโอนเงินเองอันเนื่องมาจากการถูกหลอกลวงนั้น ไม่ควรผลักภาระความรับผิดให้ผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว และการให้ความรู้แก่ประชาชนต้องควบคู่ไปกับหน้าที่ของผู้ให้บริการในการป้องกันและเยียวยา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Bangkok Blueprint ยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดที่แต่ละประเทศต้องนำไปพัฒนาต่อ สภาผู้บริโภคจึงได้เสนอ 6 มาตรการต่อยอดจากประกาศฉบับนี้ เพื่อลดภาระผู้เสียหาย สร้างกองทุนเยียวยา และกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
สิทธิได้รับเงินคืนโดยไม่ต้องพิสูจน์ระบบ: กฎหมายต้องกำหนดสิทธิในการคืนเงินสำหรับธุรกรรมฉ้อโกง ทั้งกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต และกรณีที่ผู้เสียหายทำรายการเองเพราะถูกหลอก พร้อมกำหนดระยะเวลาพิจารณาการจ่ายเงินที่ชัดเจน
ตั้งกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้น: รัฐบาลต้องเร่งกำหนดกฎหมายและแหล่งเงินทุน โดยให้ผู้ประกอบการร่วมสมทบตามบทบาทและความเสี่ยง เพื่อช่วยผู้เสียหายที่เดือดร้อนระหว่างรอข้อยุติ
กำหนดหน้าที่แพลตฟอร์มและโทรคมนาคมให้ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย: แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบผู้ลงโฆษณาและผู้ขายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริการทางการเงิน และต้องรับผิดชอบเมื่อการกระทำหรือการละเลยหน้าที่ของตนมีส่วนต่อความเสียหาย
มีผู้รับผิดชอบติดตามปัญหาจนจบเรื่อง: รัฐบาลต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์รับแจ้งเหตุ ให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนจุดเดียว และแยกการช่วยเหลือและคืนเงินออกจากการรอผลคดีอาญา
มีระบบป้องกันการหลอกลวงตั้งแต่ก่อนเกิดความเสียหาย: ผู้ให้บริการทางการเงินต้องมีระบบตรวจจับและป้องกันธุรกรรมที่มีความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของบริการ ไม่ใช่เพียงแสดงคำเตือนแล้วถือว่าพ้นความรับผิด
ประกาศแผนดำเนินงานและเปิดเผยผลโดยให้ผู้บริโภคร่วมกำหนดกติกา: สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วันหลังการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings 2026 โดยระบุเจ้าภาพ งบประมาณ และกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมเปิดเผยข้อมูลและให้ผู้บริโภคร่วมติดตามผล
สภาองค์กรของผู้บริโภคเน้นย้ำว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีผลจริงจัง ไม่ว่าผู้ให้บริการหรือเส้นทางเงินจะอยู่คนละประเทศก็ตาม




