ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณป้องกันน้ำท่วม กทม. ช่วงปี 2559-2569 รวมกว่า 1.32 แสนล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. เร่งติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพโครงการเดิม และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนร่วมตรวจสอบใน 6 มิติสำคัญ เพื่อป้องกันการสูญเสียวบประมาณอย่างเปล่าประโยชน์
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นำโดย นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ งบป้องกันน้ำท่วม กทม. กว่า 7.8 พันล้านบาทต่อปี: โกงกิน-ทิ้งขว้าง หรืออะไรกันแน่? โดยระบุสาระสำคัญว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559–2569) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ใชั้งบประมาณเพื่อป้องกันน้ำท่วมไปแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 7.8 พันล้านบาท ผ่านโครงการต่างๆ มากถึง 9,536 โครงการ เช่น การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เขื่อน แนวป้องกันน้ำท่วม สถานีและบ่อสูบน้ำ การขุดลอกคลอง โครงการแก้มลิง ตลอดจนการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ รถ และเรือระบายน้ำ
ข้อมูลจาก ACT Ai พบว่า งบประมาณป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ (พ.ศ. 2559-2565) มีการใชั้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.6 ของงบประมาณประจำปี ขณะที่ในสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (พ.ศ. 2566–2569) มีการใช้งบประมาณเฉลี่ยสูงขึ้นเป็นปีละ 1.15 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.2 ของงบประมาณประจำปี โดยมีรายละเอียดการจำแนกประเภทโครงการดังปรากฏในตารางภาพ

หมายเหตุ: การกำหนดประเภทและช่วงเวลาจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น อาจมีความเหลื่อมล้ำในการจำแนกข้อมูลบ้าง
“ผมเชื่อว่าการใช้จ่ายจริงของ กทม. จะมากกว่านี้ แต่การรวบรวมให้ครบถ้วนทำได้ยากเพราะ ชื่อเรียกโครงการถูกตั้งขึ้นแตกต่างหลากหลายมาก อีกทั้งแต่ละภารกิจยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการแฝงอีกจำนวนหนึ่ง ผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ กทม.จะต้องลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาทในเร็ววัน แต่ทำอย่างไรให้ชาว กทม. มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นปีนี้อีก ในอนาคต” นายมานะกล่าว
นายมานะ ระบุด้วยว่า เมื่อเผชิญปัญหาน้ำท่วมหนัก ชาว กทม. มักเกิดคำถามตามมาเสมอ เช่น เหตุใดน้ำยังคงท่วมขังแม้อยู่ในแนวอุโมงค์ระบายน้ำ ทำไมจึงไม่สร้างแก้มลิงเพิ่ม หรือทำไมเครื่องสูบน้ำที่จัดซื้อบ่อยครั้งกลับใช้งานจริงได้เพียงไม่กี่เครื่องในยามวิกฤต ตลอดจนข้อสงสัยเรื่องการพร่องน้ำในคลองล่วงหน้าก่อนฝนตกหนักว่าได้ทำจริงตามที่ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความทุกข์และความกังวลของประชาชนที่ต้องประสบกับปัญหาซ้ำซาก และในเมื่อโครงการทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยเงินภาษี ประชาชนย่อมต้องการคำตอบและการแก้ไขที่ชัดเจน สิ่งสำคัญจึงเป็นการชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและทันท่วงทีจากผู้บริหาร กทม. ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากภาคประชาชน เพื่อช่วยป้องปรามไม่ให้เงินภาษีต้องสูญเปล่าไปกับปัญหาคอร์รัปชัน ความไร้ประสิทธิภาพ หรือความละเลยของผู้มีอำนาจ
ทั้งนี้ นายมานะได้เสนอแนะแนวปฏิบัติให้ภาคประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบ โดยเริ่มจากการตั้งเป็นประเด็นเรียนรู้ร่วมกันถึงโครงการและงบประมาณที่ใช้จ่ายไปอย่างน้อยใน 6 ข้อต่อไปนี้ 1.เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมายหรือไม่ 2.ได้ดำเนินไปแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่ 3.เกิดประสิทธิภาพตามแผนของโครงการหรือไม่ 4.การซ่อมบำรุงได้ทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ 5.การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ประสิทธิภาพ ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่และที่เป็นหัวใจสำคัญยิ่ง และ 6.ที่กล่าวมาทั้งห้าข้อนั้น มีข้อกังวลว่ามีคอร์รัปชันหรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนใดหรือไม่ ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากรเพราะหากปรากฎว่ามีโครงการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือมีการใช้งานอย่างไม่เต็มความสามารถ ผลย่อมหมายถึงความไม่คุ้มค่าและความเสียหายเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ข้อมูลและคำถามทั้งหมดนี้จึงควรได้รับการวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และกำหนดมาตรการป้องกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องโหว่เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ก่อนที่จะมีการลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลต่อไป ซึ่งการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ ย่อมส่งผลดีและเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเดือดร้อนแล้วจึงค่อยมาชี้หน้าหาผู้รับผิดชอบ
“การที่ท่านผู้ว่าฯ จัดสรรงบประมาณจำนวนมากและเลือกทิศทางการลงทุน ย่อมสะท้อนความตั้งใจของผู้บริหารกทม.ว่าให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมในทางป้องกัน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลจริงในแง่การใช้เงินและดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่ค้างคา จนประชาชนต้องเดือดร้อนเมื่อน้ำท่วม ถึงเวลาที่ผู้บริหาร กทม. จะต้องเร่งติดตามตรวจสอบโครงการเหล่านี้ด้วยก่อนตั้งงบประมาณใหม่เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีกไม่นานวันนี้” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว




