News Logo
หน้าแรก
สตม.ทลายรังสแกมจีน-เกาหลีฯ แอบอ้างอัยการหลอกเหยื่อ 100 ล้าน

สตม.ทลายรังสแกมจีน-เกาหลีฯ แอบอ้างอัยการหลอกเหยื่อ 100 ล้าน

19 ต.ค. 2569 14:33
ผู้ชม 5 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สตม.เปิดปฏิบัติการทลายรัง "แก๊งคอลสแกมเมอร์จีน-โอปป้า" กลางกรุง เปิดโปงเครือข่ายข้ามชาติ ฉกเงินเหยื่อชาวเกาหลีใต้ แอบอ้างเป็นอัยการ ปลอมหมายจับ หลอกเงินกว่า 100 ล้านบาท ค้น 3 จุด กวาดล้าง 10 ผู้ต้องหาคาฐาน เดินหน้าปราบปรามภัยข้ามชาติ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กว่า 30 นาย ร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ บุกทลายรังสแกมเมอร์ชาวจีนและเกาหลีใต้ เข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการกว่า 3 จุดกลางกรุงเทพฯ สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย แบ่งเป็นชาวสัญชาติจีน 2 ราย สัญชาติเกาหลีใต้ 8 ราย

ปฏิบัติการครั้งสำคัญนี้ นับเป็นการตอบโต้ภัยอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการหลอกลวงประชาชนในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทางการไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังการทลายเครือข่าย:

การจับกุมแก๊งคอลสแกมเมอร์ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการทำงานเชิงรุกของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ที่ได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยตำรวจ ตม. ได้ร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เข้าจับกุมตัว นายลิม ยงกิล (Mr. Lim Yongkil) ชาวเกาหลีใต้ ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต หรือ Overstay ซึ่งนายลิม ยงกิล ผู้นี้ เป็นบุคคลที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวในคดีฉ้อโกงประชาชน และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย

จากการสอบสวนและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าการจับกุมนายลิม ยงกิล นำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่มีทั้งชาวจีนและชาวเกาหลีใต้ร่วมกันก่อเหตุในลักษณะเป็นขบวนการ อาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งซ่อนตัวและฐานปฏิบัติการเพื่อหลอกลวงเหยื่อในประเทศของตนเอง ทำให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรที่ต้องการใช้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการซ่อนตัวและการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย

การเฝ้าระวังและการขยายผล

หลังจากได้ข้อมูลเบื้องต้นและระบุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ได้ทำการติดตามและขยายผลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการสืบสวนเชิงลึก ประกอบกับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กระทั่งพบจุดต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์กว่า 3 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ย่านลาดพร้าว-ห้วยขวาง, ย่านวัชรพล, จตุโชติ, และย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งจากการเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่ามีชาวจีนและชาวเกาหลีใต้เข้าออกบริเวณดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 8-9 คนต่อวันอย่างมีพิรุธ

ระหว่างการติดตาม เจ้าหน้าที่ยังได้พบเห็นพฤติกรรมการขนย้ายอุปกรณ์ที่ผิดปกติ โดยมีการเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ออกจากฐานปฏิบัติการเดิม ไปยังบ้านหลังใหม่ที่เพิ่งมีการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเมื่อเข้าตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าภายในบ้านหลังใหม่นั้นมีเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก ซึ่งลักษณะดังกล่าวสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปแบบของฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ การค้นพบนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าได้พบแหล่งกบดานและปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินี้แล้ว จึงนำไปสู่การขอหมายค้นและเข้าปฏิบัติการจับกุมในทันที

กลยุทธ์การหลอกลวง

จากการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่พบว่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติกลุ่มนี้มีโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนและแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ โดยมีชาวจีนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าตัวการใหญ่ (Trainer หรือ Leader) ซึ่งรับผิดชอบหลักในการจัดหาสถานที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงเป็นผู้สอนและวางแผนกลยุทธ์ในการหลอกลวงเหยื่อให้กับสมาชิกในแก๊งชาวเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญชาวจีนในการดำเนินกลอุบายต่างๆ

ส่วนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกจับกุมนั้น ทำหน้าที่เป็นแอดมินหรือผู้ปฏิบัติการ (Operator) โดยตรงในการหลอกลวงเหยื่อเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง พฤติกรรมการหลอกลวงของแก๊งนี้มีความซับซ้อนและน่าเชื่อถือ โดยสมาชิกแก๊งจะแอบอ้างตัวเป็นอัยการระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันเหยื่อให้เกิดความกลัว โดยจะมีการสร้างหมายจับปลอมขึ้นมา เพื่อใช้ในการข่มขู่เหยื่อให้หลงเชื่อว่าตนเองกำลังพัวพันกับคดีความร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน หรืออาชญากรรมอื่นๆ ที่จะนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีอย่างรุนแรง

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและเกิดความหวาดกลัว แก๊งจะออกอุบายให้เหยื่อโอนเงินเพื่อ "แก้ไขสถานการณ์" หรือเพื่อ "เคลียร์คดี" โดยอ้างว่าต้องชำระเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม นอกจากนี้ ยังมีการหลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบางอย่าง โดยอ้างว่าเป็นแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วแอปพลิเคชันเหล่านั้นเป็นมัลแวร์ที่สามารถควบคุมโทรศัพท์มือถือของเหยื่อได้จากระยะไกล และสามารถดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารของเหยื่อได้ในที่สุด กระบวนการนี้เป็นแพทเทิร์นที่พบเห็นบ่อยในกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ และถูกนำมาปรับใช้เพื่อหลอกลวงชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะ

รูปแบบการหลอกลวงยังรวมถึง "Love Scam" หรือ "Romance Scam" ซึ่งเป็นสคริปต์บทสนทนาที่มีเนื้อหาเชิงชู้สาว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับเหยื่อ โดยมีการใช้ประโยคหวานซึ้งที่สร้างความประทับใจ เช่น "ฉันตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกพบ" หรือ "ฉันอยากรู้จักคุณให้มากขึ้น" เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อตายใจ ก่อนที่จะลงมือฉ้อโกงในภายหลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบสคริปต์เหล่านี้จำนวนมาก ทั้งในภาษาเกาหลีและบางส่วนมีการแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งอาจใช้สำหรับสื่อสารภายในกลุ่ม หรือเพื่อหลอกเจ้าหน้าที่หากถูกตรวจค้น โดยแสดงให้เห็นว่าสมาชิกแก๊งกำลังเรียนภาษาไทยอยู่ ทำให้ดูเหมือนไม่มีพิรุธ

ของกลางและความเสียหาย:

จากการตรวจค้นฐานปฏิบัติการทั้ง 3 จุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 8 ราย และชาวจีน 2 ราย พร้อมยึดของกลางสำคัญจำนวนมากที่ใช้ในการกระทำความผิด ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์พกพาและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรวม 13 รายการ, โทรศัพท์มือถือ 21 รายการ, และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 51 รายการ นอกจากนี้ยังพบเอกสารปลอมที่ใช้แอบอ้างเป็นทางการเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการหลอกลวง

เบื้องต้นพบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของแก๊งนี้ โดยมีรายงานผู้เสียหายรายหนึ่งถูกหลอกลวงเป็นเงินสูงถึง 64 ล้านวอน (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) และจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด คาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงของเครือข่ายนี้มีมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายมหาศาลต่อเหยื่อหลายรายที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่หามาด้วยความยากลำบาก เงินที่ได้จากการฉ้อโกงจะถูกแปรสภาพเป็นสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เพื่อปกปิดเส้นทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นวิธีการที่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์นิยมใช้ในปัจจุบัน

สำหรับบ้านหรูที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ในหมู่บ้านหรูย่านสายไหม มีการต่อเติมพื้นที่ใช้สอยทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังอย่างเป็นระบบ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศทุกห้อง และจัดให้เป็นโฮมออฟฟิศที่ดูภายนอกคล้ายกับเป็นที่พักอาศัยทั่วไป แต่ภายในกลับเป็นศูนย์กลางของการหลอกลวงข้ามชาติอย่างแยบยล พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เครื่องครัวขนาดใหญ่สำหรับทำอาหารเกาหลี น้ำแร่บรรจุขวดคุณภาพสูง และที่นอนที่เพิ่งนำมาใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตและทำงานในฐานนี้เป็นระยะเวลานาน

ที่น่าตกใจคือ บ้านหลังดังกล่าวเคยถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมแก๊งสแกมเมอร์ในลักษณะเดียวกันมาแล้วเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนั้นก็เป็นแก๊งชาวเกาหลีใต้เช่นกัน การที่แก๊งเดิมหรือแก๊งใหม่สามารถกลับมาใช้สถานที่เดิมในการก่อเหตุได้อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่และความท้าทายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ รวมถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าของบ้านอาจมีส่วนรู้เห็น หรือมีการปล่อยเช่าให้กับกลุ่มอาชญากรซ้ำซ้อน

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่พักพิงหรือแหล่งกบดานของอาชญากรข้ามชาติ รัฐบาลไทยและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีความมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างกลุ่มคนเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับทั้งประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดยจะไม่ยอมให้มีการใช้แผ่นดินไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมที่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น

การดำเนินการและการขยายผลในอนาคต:

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและตำรวจเกาหลีใต้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือบอสใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายนี้ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และติดตามสมาชิกคนอื่นๆ ในเครือข่ายทั้งหมดที่อาจยังหลบหนีอยู่ การประสานงานกับสถานทูตของแต่ละประเทศจะดำเนินไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติของอาชญากรรมข้ามชาติ

ในส่วนของการดำเนินการกับผู้ต้องหา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมขึ้นบัญชีดำห้ามบุคคลเหล่านี้เดินทางเข้าประเทศเป็นการถาวร เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาสร้างความเดือดร้อนอีกในอนาคต และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ เพื่อเตรียมส่งกลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปในประเทศของตน

ด้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สตม. จะเดินหน้าตามข้อสั่งการของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นคนต่างด้าวที่กระทำความผิด หรือหลบหนีคดีเข้ามาในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ "มั่นคงเชิงรุก" เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด, "ข้อมูลนำการปฏิบัติ" โดยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการวิเคราะห์และคาดการณ์ภัยคุกคามเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ, "ทลายเครือข่าย" โดยการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศเพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรรมให้ถึงรากฐาน, และ "บริการมาตรฐานสากล" เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรม

ทั้งนี้ การจับกุมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นผู้บัญชาการและนำกำลังปฏิบัติการเข้าทลายรังแก๊งคอลสแกมเมอร์ข้ามชาติในครั้งนี้.

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สแกมเมอร์

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วราวุธ'ลุยปราจีนบุรีจี้โรงงานเร่งแก้คราบน้ำมันรั่วไหล-ช่วยเหลือ
'วราวุธ'ลุยปราจีนบุรีจี้โรงงานเร่งแก้คราบน้ำมันรั่วไหล-ช่วยเหลือ