News Logo
หน้าแรก
‘ประธาน TDRI’หวั่นความไม่มั่นคงดันประชานิยมโต แนะรัฐสร้างภูมิคุ้มกัน

‘ประธาน TDRI’หวั่นความไม่มั่นคงดันประชานิยมโต แนะรัฐสร้างภูมิคุ้มกัน

22 ต.ค. 2569 11:37
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

‘ประธาน TDRI’ ชี้โลกเจอความเสี่ยงรอบด้าน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ AI ถึงสังคมสูงวัย หวั่นประชาชนขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมเปิดทางประชานิยมเติบโต พร้อมเสนอรัฐเร่งสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมรับวิกฤตที่ครัวเรือนและภาคธุรกิจรับมือไม่ไหว

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนา TDRI Annual Public Conference 2026 ความ (ไม่) มั่นคง ของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน ในหัวข้อ ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงของคนไทย  

นายสมเกียรติกล่าวว่า มนุษย์พยายามจัดการกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมาเป็นเวลานาน ตัวอย่าง เกษตรกรในอังกฤษยุคกลางที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านสภาพภูมิอากาศ ฝนฟ้าอากาศ และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และแต่ละปี จากการศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่าเกษตรกรอังกฤษในอดีตมีการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยที่มีลักษณะยาวและกระจายอยู่หลายพื้นที่ แทนที่จะรวมเป็นแปลงขนาดใหญ่ผืนเดียว แม้การทำเกษตรในพื้นที่เดียวอาจสะดวกกว่า แต่การกระจายแปลงที่ดินช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพดิน ปริมาณฝน และศัตรูพืชที่อาจสร้างความเสียหายไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ วิธีการดังกล่าวจึงเป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ผลผลิตของครัวเรือนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป

สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาวิธีบริหารความเสี่ยงของเกษตรกรก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรมีเครื่องมือรับมือกับความไม่แน่นอนหลายรูปแบบ ทั้งการออมเงินและทองคำ การพึ่งพาเครือข่ายครอบครัว การกู้ยืมเงิน และการส่งสมาชิกวัยหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมืองเพื่อหารายได้ส่งกลับมายังครอบครัว

ตัวอย่างเช่น ในปีที่ผลผลิตไม่ดีหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ ครัวเรือนอาจนำทองคำไปจำนำเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย และเมื่อเศรษฐกิจหรือรายได้ดีขึ้นจึงนำทองกลับคืนมา ขณะเดียวกัน ครอบครัวยังสามารถพึ่งพาญาติพี่น้องที่มีสถานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงกู้เงินจากสถาบันการเงินอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือแหล่งเงินกู้นอกระบบ

อย่างไรก็ตาม แม้ครัวเรือนจะสามารถจัดการความเสี่ยงในระดับเล็กได้ แต่หากเกิดวิกฤตขนาดใหญ่หรือภัยพิบัติที่กระทบประชาชนในวงกว้าง กลไกเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารความเสี่ยงไม่สามารถพึ่งพาความสามารถของแต่ละครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบรองรับในระดับสังคมและประเทศด้วย

เปิด 4 เครื่องมือรับมือความเสี่ยง ย้ำรัฐต้องมีบทบาทมากกว่าครัวเรือน

สำหรับการบริหารความเสี่ยง นายสมเกียรติกล่าวว่า ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถใช้เครื่องมือได้หลายรูปแบบ โดยต้องเลือกให้เหมาะกับลักษณะของความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่กำลังเผชิญ เครื่องมือแรกคือ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยไม่พึ่งพารายได้หรือแหล่งทรัพยากรเพียงอย่างเดียว เช่น การกระจายการลงทุนหรือกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ความเสียหายจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งส่งผลกระทบต่อทุกส่วนพร้อมกัน

เครื่องมือที่สองคือ การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เช่น ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างประเทศสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน ขณะที่เกษตรกรอาจเลือกปลูกพืชที่ต้องการสภาพน้ำแตกต่างกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อลดโอกาสที่สภาพอากาศแบบใดแบบหนึ่งจะทำให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมด

เครื่องมือที่สามคือ การทำประกันภัย เพื่อช่วยลดผลกระทบทางการเงินเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงที่สามารถประเมินโอกาสเกิดเหตุการณ์ได้

เครื่องมือที่สี่คือ การเตรียมความพร้อมและสร้างแผนสำรอง ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องมีแผนรับมือกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ธุรกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานอาจต้องสำรองสินค้า ขณะที่ประชาชนควรเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤต เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจทำให้สินค้าและบริการบางอย่างขาดแคลน

อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติย้ำว่า ยังมีความเสี่ยงอีกหลายประเภทที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างจึงจำเป็นต้องอาศัยบทบาทของภาครัฐในการสร้างกลไกรองรับ บทบาทดังกล่าวครอบคลุมทั้งการป้องกันภัยในวงกว้าง การทดลองกฎระเบียบใหม่ผ่านพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย (Sandbox) เช่น กรณี FinTech Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนการสร้างตาข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) เพื่อช่วยลดความเสียหายที่ประชาชนต้องเผชิญเมื่อเกิดวิกฤต

เตือนความไม่มั่นคงเปิดทางประชานิยมโตทั่วโลก

อีกประเด็น คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงของมนุษย์กับการขยายตัวของประชานิยม งานศึกษาทางรัฐศาสตร์จำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงของประชาชนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของการเมืองแบบประชานิยมในหลายประเทศ โดยในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา จำนวนประเทศที่มีลักษณะการเมืองแบบประชานิยมเพิ่มขึ้นจาก 4 ประเทศเป็นเกือบ 20 ประเทศ โดยประชานิยมมีหลายรูปแบบ

รูปแบบแรกคือประชานิยมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งมีแนวโน้มกีดกันชาวต่างชาติและผู้อพยพ รูปแบบที่สองคือประชานิยมเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งมักเน้นการจัดเก็บภาษีจากคนร่ำรวยเพื่อนำมาแจกจ่ายหรือกระจายรายได้ให้กับประชาชน ขณะที่อีกรูปแบบคือประชานิยมที่ต่อต้านสถาบันตรวจสอบ โดยผู้นำที่มีอำนาจมากอาจพยายามลดบทบาทหรือขจัดกลไกที่เข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา แรงงานผิวขาวจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการค้าเสรีจนสูญเสียงานและรายได้ ขณะเดียวกันยังเผชิญผลกระทบจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ สถานการณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบริบทที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านผู้นำและผู้อพยพ

ส่วนเม็กซิโกมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาชญากรรม และยาเสพติด ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ ขณะที่ปรากฏการณ์ในตุรกี อินเดีย และบราซิล รวมถึงเหตุการณ์ประท้วงและจลาจลในเมืองต่าง ๆ ของยุโรป ล้วนสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิต และความขัดแย้งทางสังคม ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อประชาชนรู้สึกว่าระบบเศรษฐกิจและสังคมไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ ความไม่พอใจอาจขยายตัวจนกลายเป็นแรงผลักดันทางการเมือง และทำให้แนวคิดที่เสนอทางออกแบบรวดเร็วหรือแบ่งแยกกลุ่มคนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ นายสมเกียรติได้ยกตัวอย่างภาพยนตร์ไทยเพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มนุษย์ต้องเผชิญในอนาคต โดยแบ่งประเด็นออกเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย เช่น โอเค เบตง ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านเรื่องราวของพระหนุ่มที่ต้องสึกออกมาดูแลหลานสาว ก่อนเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาพยนตร์ AI Love You สะท้อนเรื่องราวของ AI ที่มีความรักต่อมนุษย์ แต่ท้ายที่สุดกลับต้องเผชิญข้อจำกัดและผลกระทบจากความสัมพันธ์ดังกล่าว ขณะที่ภาพยนตร์ หลานม่า สะท้อนสังคมสูงวัยผ่านความเหงา ความเจ็บป่วยและความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับมรดก

นายสมเกียรติกล่าวว่า ภาพยนตร์กระแสหลักของไทยมักนำเสนอความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งผ่านมุมมองที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี หรือมีทางออกให้กับตัวละคร แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งแตกต่างจากความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจริงในโลกอนาคตและอาจซับซ้อนกว่าที่สังคมคาดคิด

ทั้งนี้ โลกในอนาคตไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงที่สามารถคำนวณหรือประเมินได้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอย่างคาดไม่ถึง การรับมือจึงต้องอาศัยทั้งความสามารถในการปรับตัวของบุคคลและภาคธุรกิจ ตลอดจนระบบคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นความเปราะบางที่สะสมจนกระทบต่อเสถียรภาพของสังคมและประเทศในระยะยาว 

จับตาประชากร  ภูมิอากาศ  และ AI ที่คาดเดาไม่ได้

นายสมเกียรติกล่าวว่า ในอนาคตโลกจะเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งแต่ละเรื่องมีลักษณะของปัญหาและวิธีบริหารจัดการแตกต่างกัน

1. โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นแนวโน้มที่สามารถคาดการณ์ได้ จึงจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่สามารถนำข้อมูลและสถิติมาใช้วางแผนได้ แต่ผลกระทบต่อประชาชนยังมีความไม่แน่นอนในระดับบุคคล เช่น แต่ละคนจะเจ็บป่วยเมื่อไหร่ จะมีอายุยืนยาวแค่ไหน และจะมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบระบบประกันสังคมและระบบบำนาญ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุและไม่สามารถทำงานหารายได้ได้เหมือนเดิม

2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้สามารถคาดการณ์แนวโน้มระยะยาวได้ว่าโลกจะร้อนขึ้นและสภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอนว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นที่ใดและเมื่อใด ทำให้การรับมือกับปัญหานี้ต้องมีทั้งการวางแผนระยะยาวและการเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

3. เทคโนโลยี AI เป็นหนึ่งในความไม่แน่นอนที่สำคัญ เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงระดับใด และจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไร ทั้งในด้านการทำงาน เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้อย่างครบถ้วนในปัจจุบัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวสังคม
TDRI

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พณ.สแกนรง.รีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ปราจีนฯพบ4บริษัทส่อนอมินีจ่อเอาผิด
พณ.สแกนรง.รีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ปราจีนฯพบ4บริษัทส่อนอมินีจ่อเอาผิด