สงครามการค้าโลกเขย่าเศรษฐกิจไทย TDRI ชี้พึ่งพาพลังงาน-วัตถุดิบนำเข้าสูง เสี่ยงต้นทุนพุ่งลามถึงค่าครองชีพ จี้เร่งลดพึ่งพาต่างชาติ กระจายตลาดส่งออกสร้างภูมิคุ้มกันฃ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นางสาวธัญญาทิพย์ แสงสุวรรณ์ นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนา TDRI Annual Public Conference 2026 ความ (ไม่) มั่นคง ของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน ว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ เศรษฐกิจโลกที่เสียสมดุล และความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง โดยการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความเข้มข้นทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก โดยจีนเร่งผลิตและส่งออกสินค้า ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแอ ส่งผลให้สินค้าราคาถูกไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศและเพิ่มแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะด้านการผลิตและการจ้างงาน ขณะที่สหรัฐฯ มีการนำเข้าและใช้จ่ายสูง แต่มีการออมต่ำ และขาดดุลการค้าต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ
ความไม่สมดุลดังกล่าวทำให้หลายประเทศหันมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น ทั้งการขึ้นภาษี การจำกัดการส่งออกเทคโนโลยี และการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
นางสาวธัญญาทิพย์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่
1. ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้า ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ขณะที่ผู้ส่งออกมีความยากลำบากมากขึ้นจากมาตรการของประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังเสี่ยงถูกใช้เป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือส่งต่อสินค้าเทคโนโลยีที่ถูกควบคุม รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น
2. ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตร ประมง อุตสาหกรรม และขนส่ง ก่อนส่งผ่านมายังราคาสินค้า ค่าไฟฟ้า และภาระค่าครองชีพของประชาชน
3. ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและความขัดแย้งบริเวณชายแดนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งสุขภาพ การประกอบอาชีพ และความมั่นคงด้านรายได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้อาจรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังมีข้อจำกัดภายในที่ทำให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกได้ไม่เต็มที่

ที่มา : TDRI
3 จุดอ่อนเสี่ยงถูกคู่ค้าเพ่งเล็ง
นางสาวธัญญาทิพย์ กล่าวว่า ความเปราะบางของไทยมี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยังไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยได้อย่างเต็มที่
2.การกำกับดูแลของภาครัฐที่ยังไม่เข้มแข็งและโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโลหะหนักในผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำตลอดจนความเชื่อมั่นและรายได้ของเกษตรกรและชาวประมง
อีกประเด็นคือ ข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลที่อาจทำให้ไทยถูกตรวจสอบจากประเทศคู่ค้ามากขึ้น โดยเฉพาะ 3 เรื่อง ได้แก่ การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อยืนยันว่ามีการผลิตหรือแปรสภาพในไทยอย่างเพียงพอ การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานในประเด็นมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบนอมินี (Nominee) เพื่อระบุเจ้าของกิจการและสัญชาติที่แท้จริง ช่องโหว่เหล่านี้อาจทำให้ไทยถูกใช้เป็นฐานหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือมาตรการระหว่างประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบหรือใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งท้ายที่สุดอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศและกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
3.โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกและกระจุกตัวสูง โดยในปี 2568 ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 68% ตามข้อมูลที่วิทยากรนำเสนอ อีกทั้งยังพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรต้นน้ำเกือบทั้งหมด ทำให้เมื่อเกิดสงครามหรือการจัดหาวัตถุดิบสะดุด ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน ด้านการส่งออก ตลาดบางส่วนยังกระจุกตัวในประเทศคู่ค้าหลักโดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียนและมะพร้าว หากจีนเปลี่ยนนโยบายการค้าหรือปรับกฎการนำเข้า ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยย่อมมีความเสี่ยงด้านรายได้เพิ่มขึ้น
ด้าน นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงข้อเสนอสำหรับประเทศไทย 3 ด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ได้แก่
1.การปรับนโยบายต่างประเทศให้มุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างอำนาจต่อรอง
2.การยกระดับการกำกับดูแลของภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า
3.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาต่างประเทศที่กระจุกตัว
ย้ำต้องไม่แลกผลประโยชน์คนไทย
นายนพรุจ กล่าวว่า ไทยต้องกล้ายืนยันผลประโยชน์ของชาติอย่างชัดเจน โดยการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศต้องไม่แลกกับผลประโยชน์ของคนไทย พร้อมมองผลกระทบระยะยาวมากกว่าประโยชน์ระยะสั้น เช่น การลดภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade: ART) ซึ่งไทยจำเป็นต้องพิจารณาเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการในระยะยาวอย่างรอบด้าน
ขณะเดียวกัน ไทยควรใช้หลักฐานยืนยันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน และสร้างความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะปัญหามลพิษในแม่น้ำจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ประมง และรายได้ของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ไทยยกระดับบทบาทจากผู้รับผลกระทบเป็นผู้ร่วมสร้างทางออกในระดับภูมิภาค ผ่านการรวมกลุ่มกับประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและร่วมกำหนดข้อเสนอในการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ รวมถึงใช้กลไกระดับภูมิภาคเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศต้นทางและประเทศที่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกันไทยควรผลักดันกติกาสากลที่ช่วยลดความเสียเปรียบของประเทศขนาดเล็ก โดยเฉพาะการปฏิรูประบบระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อให้กลไกอุทธรณ์กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาเข้าร่วมกลไกอุทธรณ์ชั่วคราวพหุภาคี (MPIA) ระหว่างรอการปฏิรูป พร้อมกำหนดผลประโยชน์และเป้าหมายของไทยในแต่ละเวทีระหว่างประเทศให้ชัดเจน
ปิดช่องโหว่นอมินี เปิดเจ้าของตัวจริง
ด้านการกำกับดูแลภายในประเทศ นายนพรุจ กล่าวว่า ความไม่เข้มแข็งของระบบกำกับดูแลอาจทำให้ไทยถูกใช้เป็นฐานหลบเลี่ยงกฎหมายและมาตรการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่รัดกุม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบหรือเผชิญมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า
ข้อเสนอสำคัญคือ การปรับปรุงกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลให้ทันต่อกติกาการค้าโลก โดยไทยควรเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อปิดช่องโหว่สินค้าสวมสิทธิ์ และร่วมกับประเทศอาเซียนกำหนดเกณฑ์การแปรสภาพสินค้าที่ชัดเจน พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้ปรับตัวสู่มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญคือ โครงสร้างธุรกิจนอมินี ซึ่งกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ยังมีช่องโหว่ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เนื่องจากการพิจารณาสัญชาติของธุรกิจจากสัดส่วนผู้ถือหุ้นเพียงชั้นเดียว อาจไม่สะท้อนแหล่งที่มาของเงินลงทุน สิทธิออกเสียง หรือผู้ที่มีอำนาจสั่งการในกิจการอย่างแท้จริง
ไทยควรยกระดับการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นตามมาตรฐานของ Financial Action Task Force (FATF) โดยเปิดเผยผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ให้สามารถตรวจสอบผ่านโครงสร้างนิติบุคคลหลายชั้น พร้อมพัฒนาทะเบียนข้อมูล UBO กลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกันควรทบทวนข้อจำกัดการลงทุนที่ไม่จำเป็น เพื่อดึงเงินทุนต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส และเปิดเสรีภาคบริการส่วนใหญ่ ยกเว้นสาขาที่มีความจำเป็นต้องจำกัด โดยเป้าหมายคือการลดช่องโหว่ทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าและนักลงทุน
เตือนพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง เร่งกระจายตลาดส่งออก
สำหรับความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย นายนพรุจ กล่าวว่า ประเทศยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง โดยเฉพาะพลังงาน วัตถุดิบทางการเกษตร และตลาดส่งออก ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อแรงกระแทกเมื่อเกิดสงคราม ความขัดแย้ง หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า
โดยใน ปี 2568 ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 68% ของการจัดหาทั้งหมด ขณะที่การนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรต้นน้ำอยู่ในระดับเกือบทั้งหมด สะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนการผลิตภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกผันผวน จึงเสนอให้เร่งเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาดภายในประเทศ ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงปรับโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายตัว
นอกจากนี้ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 16.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 33.8% สะท้อนช่องว่างในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
นอกจากพลังงานแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในภาคขนส่งและเกษตรกรรมเป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเอกสารเสนอให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน และเปลี่ยนการอุดหนุนปุ๋ยแบบไม่มีเงื่อนไขเป็นการสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ขณะเดียวกัน ไทยควรส่งเสริมการปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์และปรับปรุงระบบปรับอากาศในอาคารราชการ มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล โดยใช้รูปแบบ Energy-as-a-Service ที่ให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุน และชำระคืนจากผลประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้นของภาครัฐ
ด้านการส่งออกไทยควรเร่งเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดเดิม เนื่องจากไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) น้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน และมีสัดส่วนการค้ากับประเทศคู่ค้า FTA ต่ำกว่า การขยายตลาดจึงควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในประเทศ แทนการส่งออกสินค้าในรูปวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ขั้นต้นเป็นหลัก
'ผลิตภัณฑ์ยางพาราขั้นกลาง 76% ถูกส่งออก ขณะที่ 81% ของมูลค่าส่งออกมันสำปะหลังเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้น จึงควรยกระดับการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ'

ที่มา : TDRI
อุดหนุนวงกว้างเพิ่มภาระการคลัง เสนอช่วยกลุ่มเปราะบางตรงจุด
นายนพรุจ กล่าวว่า สำหรับกลไกรับมือวิกฤตทางเศรษฐกิจ โดยการอุดหนุนในวงกว้างอาจสร้างภาระการคลังและลดแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนปรับตัวในระยะยาว จึงควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ตัวอย่าง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะสุทธิติดลบ 1.01 แสนล้านบาท ณ เดือนตุลาคม 2569 ขณะที่ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ภาระอุดหนุนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาทต่อวัน สะท้อนข้อจำกัดของการใช้เงินภาครัฐเพื่อพยุงราคาพลังงานในช่วงวิกฤตที่ยืดเยื้อ เสนอให้ภาครัฐพิจารณาจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ พร้อมปรับจากการอุดหนุนราคาพลังงานแบบวงกว้างเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยตรง และส่งเสริมการปรับตัวระยะยาวควบคู่กัน ทั้งการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ การรับมือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่อาจพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับนโยบายต่างประเทศให้มีอำนาจต่อรอง ยกระดับความโปร่งใสในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่กระจุกตัว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยรับมือกับความผันผวนของโลกในระยะยาว




