News Logo
หน้าแรก
กสม.แนะราชทัณฑ์ถ่ายภาพภาพผู้ต้องขังก่อน-หลังย้าย ป้องกันการทำร้าย

กสม.แนะราชทัณฑ์ถ่ายภาพภาพผู้ต้องขังก่อน-หลังย้าย ป้องกันการทำร้าย

22 ต.ค. 2569 16:46
ผู้ชม 7 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม. เรียกร้องกรมราชทัณฑ์กำชับทุกเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ดำเนินการบันทึกภาพถ่ายสภาพร่างกายของผู้ต้องขังทั้งก่อนและหลังย้ายสถานที่ควบคุมตัว หลังได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้ต้องขังอ้างถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการเคลื่อนย้าย พร้อมเสนอขยายเวลาจัดเก็บกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันพยานหลักฐานสูญหาย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกันแถลงเพื่อเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์กำชับทุกเรือนจำและทัณฑสถาน บันทึกภาพถ่ายร่างกายผู้ต้องขังทั้งก่อนและหลังการย้ายสถานที่ควบคุมตัว หลังมีกรณีผู้ต้องขังร้องเรียนว่าถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการเคลื่อนย้าย

นายภาณุวัฒน์ ระบุว่า กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 จากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังของเรือนจำกลางคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า เดิมผู้ร้องรับโทษอยู่ที่ทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ขณะที่ผู้ร้องรับโทษอยู่ที่ทัณฑสถานดังกล่าว เจ้าพนักงานราชทัณฑ์จำนวนหนึ่งเข้ามาที่เรือนนอนของผู้ร้อง สั่งให้ผู้ร้องกับพวกหมอบลงและขานชื่อและนามสกุล จากนั้นนำตัวไปที่ส่วนควบคุมเพื่อรอใส่เครื่องพันธนาการโดยให้ผู้ร้องนั่งลงกับพื้นเหยียดขาไปด้านหน้าและเอามือประสานท้ายทอย ใช้ไม้ตะบองตีที่บริเวณกลางหลัง และเตะไปที่บริเวณลำตัวผู้ร้องอีกหลายครั้ง ก่อนจะให้ผู้ร้องกับพวกพิมพ์ลายนิ้วมือแล้วส่งตัวไปคุมขังยังเรือนจำกลางคลองไผ่ ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายโดยไม่มีสาเหตุ จึงขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ร้องถูกคุมขังที่ทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา มีคำสั่งย้ายผู้ร้องไปยังเรือนจำกลางคลองไผ่ เนื่องจากผู้ร้องและผู้ต้องขังอื่นรวม 7 ราย มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ก่อความวุ่นวาย กระด้างกระเดื่องและขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยช่วงเช้าวันดังกล่าวผู้ถูกร้องซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถาน รวม 7 นาย ได้นำตัวผู้ร้องและผู้ต้องขังอื่น จากห้องขังเรือนนอนไปยังที่ทำการฝ่ายปกครองเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังเรือนจำกลางคลองไผ่ ช่วงบ่ายวันเดียวกันหลังผู้ร้องถูกย้ายไปถึงเรือนจำฯ ได้รับการตรวจร่างกายจากสถานพยาบาลเรือนจำฯ ไม่พบบาดแผลหรือรอยฟกช้ำตามร่างกาย ต่อมาผู้ร้องยื่นหนังสือร้องเรียนกรณีถูกทำร้ายร่างกายต่อทัณฑสถานวัยหนุ่มฯ ผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ทัณฑสถานวัยหนุ่มฯ จึงมีคำสั่งเมื่อเดือนกันยายน 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและผู้ต้องขังที่อยู่ในขณะเกิดเหตุ ผลปรากฏว่าไม่พบการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าถูกเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง โดยมีพยานผู้ต้องขังรายอื่นซึ่งอ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ให้ถ้อยคำยืนยัน แต่ผู้ถูกร้องให้ถ้อยคำปฏิเสธ โดยมีพยานซึ่งอ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์เช่นเดียวกันให้ถ้อยคำสอดคล้องกับผู้ถูกร้องว่าไม่ปรากฏเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายผู้ร้อง อีกทั้งไม่ปรากฏการบันทึกภาพบาดแผลของผู้ร้องไว้เป็นหลักฐาน สอดคล้องกับเอกสารแบบฟอร์มการตรวจร่างกายแรกรับของเรือนจำกลางคลองไผ่ และผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา ซึ่งไม่พบหลักฐานว่าผู้ร้องมีบาดแผลหรือร่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหลังหรือลำตัว ขณะที่ถูกเคลื่อนย้ายจากทัณฑสถานวัยหนุ่มฯ มายังเรือนจำฯ อันสอดคล้องกับผลการตรวจร่างกายของสถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองไผ่

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้องขัดแย้งกับพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกร้อง และไม่ปรากฏพยานหลักฐานทางการแพทย์หรือพยานอื่นที่เพียงพอและยืนยันได้ว่าผู้ร้องได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อนึ่ง กสม. เห็นว่า แม้ผลการตรวจสอบจะยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่จากข้อเท็จจริงยังพบข้อจำกัดในกระบวนการดูแลและเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง ดังนั้น กสม. เห็นควรเสนอแนะมาตรการต่อกรมราชทัณฑ์ โดยกำหนดให้เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง ตรวจร่างกายและบันทึกภาพถ่ายสภาพร่างกายของผู้ต้องขังทั้งก่อนและหลังการเคลื่อนย้ายทุกครั้ง แม้จะเป็นกรณีเร่งด่วนก็ตาม เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสภาพร่างกาย ณ ช่วงเวลาที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง และการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเมื่อมีข้อร้องเรียนในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ภายในเรือนจำและทัณฑสถาน โดยขยายระยะเวลาจากเดิมที่จัดเก็บไว้เพียง 1 เดือน ให้ยาวนานขึ้นอย่างเหมาะสมและเพียงพอต่อกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้พยานหลักฐานสำคัญสูญหายก่อนได้รับการตรวจสอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์วิป 3 ฝ่าย - จี้ ปธ.สภาฯ ตีกลับ ครม. หาวันซักฟอกใหม่
ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์วิป 3 ฝ่าย - จี้ ปธ.สภาฯ ตีกลับ ครม. หาวันซักฟอกใหม่